TrustFinance เป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้และแม่นยำที่คุณสามารถพึ่งพาได้ หากคุณกำลังมองหาข้อมูลธุรกิจการเงิน ที่นี่คือสถานที่สำหรับคุณ แหล่งข้อมูลธุรกิจการเงินครบวงจร ความน่าเชื่อถือคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

Thanakit Sutto
11月 11, 2025
4 min read
32
การตัดสินใจระหว่างการเทรดทองกับการซื้อทองเก็บไว้เป็นคำถามสำคัญที่นักลงทุนหลายคนต้องเผชิญ โดยเฉพาะในยุคที่ตลาดการเงินมีความผันผวนสูงและทองคำกลับมาเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจอีกครั้ง การเทรดทองและการซื้อทองมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงทั้งในด้านวัตถุประสงค์ วิธีการลงทุน ระดับความเสี่ยง และผลตอบแทนที่คาดหวัง การเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้จะช่วยให้คุณเลือกวิธีที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าใจภาพรวมของการลงทุนทองคำทั้งหมด ควรศึกษา การลงทุนทองคำ ปี 2025: เปรียบเทียบ 5 วิธีทำกำไรพร้อมผลตอบแทนจริง เพื่อเห็นภาพกว้างของทุกทางเลือกที่มีอยู่
การเทรดทองเป็นการซื้อขายทองคำในรูปแบบสัญญาอนุพันธ์ผ่านตลาด Forex หรือ CFD (Contract for Difference) โดยไม่ได้เป็นเจ้าของทองคำจริง แต่เป็นการเก็งกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลก นักเทรดจะทำกำไรจากส่วนต่างของราคาซื้อและราคาขาย โดยสามารถทำกำไรได้ทั้งในตลาดขาขึ้นและขาลง การเทรดทองใช้สัญลักษณ์ XAUUSD ซึ่งหมายถึงราคาทองคำต่อดอลลาร์สหรัฐ และสามารถเทรดได้ตลอด 24 ชั่วโมงในวันทำการ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีเครื่องมือวิเคราะห์และการจัดการความเสี่ยงที่ทันสมัย
ระบบการเทรดทองทำงานผ่านโบรกเกอร์ Forex ที่ให้บริการ Leverage หรือการกู้ยืมเพื่อลงทุน ทำให้นักเทรดสามารถควบคุมมูลค่าการซื้อขายที่มากกว่าเงินทุนที่มีอยู่จริง ตัวอย่างเช่น Leverage 1:100 หมายความว่าด้วยเงิน 1,000 ดอลลาร์ สามารถเทรดทองคำมูลค่า 100,000 ดอลลาร์ได้ ซึ่งทำให้มีโอกาสได้กำไรสูงแต่ก็มีความเสี่ยงสูงตามไปด้วย ตามสถิติจาก Forex Factory ในปี 2024 พบว่านักเทรดทองที่ใช้ Leverage สูงมีโอกาสขาดทุนถึง 75% ในช่วง 3 เดือนแรก
การซื้อทองเก็บไว้เป็นการลงทุนแบบดั้งเดิมที่นักลงทุนเป็นเจ้าของทองคำจริง มีหลายรูปแบบให้เลือกตามความเหมาะสม ได้แก่ การซื้อทองคำแท่งซึ่งเป็นที่นิยมที่สุดเพราะมีส่วนต่างราคาซื้อขายต่ำ การซื้อทองรูปพรรณที่มีค่ากำเหน็จในการทำสูงกว่าแต่สามารถใช้เป็นเครื่องประดับได้ การออมทองผ่านระบบออนไลน์ที่สะดวกและเริ่มต้นด้วยเงินน้อย หรือการลงทุนผ่านกองทุนรวมทองคำที่มีผู้จัดการมืออาชีพดูแลให้ สำหรับผู้ที่สนใจการออมทองควรศึกษาเพิ่มเติมที่ ออมทอง Vs กองทุนรวมทองคำ แบบไหนเหมาะกับการสร้างความมั่งคั่งระยะยาว เพื่อเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธีอย่างละเอียด
ราคาซื้อขายทองคำในประเทศไทยอ้างอิงจากราคาทองคำโลกและปรับตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท ตามข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำ ราคาทองคำแท่งในไทยปรับตัวขึ้นจาก 32,350 บาทต่อบาททองในต้นปี 2024 มาอยู่ที่ 42,150 บาท ณ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2024 คิดเป็นผลตอบแทน 30.3% ในช่วง 10 เดือน ซึ่งสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารที่อยู่ในระดับ 1.5-2% ต่อปีอย่างมาก

การเทรดทองมีข้อดีหลายประการที่ดึงดูดนักลงทุนที่ชอบความท้าทาย ประการแรกคือใช้เงินลงทุนน้อยแต่สามารถควบคุมมูลค่าการซื้อขายที่มากได้ด้วยระบบ Leverage บางโบรกเกอร์เริ่มต้นเทรดได้ด้วยเงินเพียง 100 ดอลลาร์ ประการที่สองคือสามารถทำกำไรได้ทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง โดยการเปิด Long เมื่อคาดว่าราคาจะขึ้น หรือ Short เมื่อคาดว่าราคาจะลง ประการที่สามคือมีสภาพคล่องสูงมาก สามารถเข้าออกตลาดได้ตลอดเวลาที่ต้องการ และประการสุดท้ายคือมีเครื่องมือช่วยวิเคราะห์และจัดการความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น Stop Loss, Take Profit, และ Trailing Stop
อย่างไรก็ตามการเทรดทองมีข้อเสียและความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือการขาดทุนที่อาจมากกว่าเงินต้นหากไม่มีการจัดการความเสี่ยงที่ดี โดยเฉพาะเมื่อใช้ Leverage สูง ตามข้อมูลจาก European Securities and Markets Authority (ESMA) พบว่านักเทรดรายย่อย 76-89% ขาดทุนจากการเทรด CFD นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายแฝง เช่น Spread, Swap, และค่าคอมมิชชั่นที่กัดกร่อนกำไร การเทรดทองยังต้องใช้เวลาศึกษาและฝึกฝนอย่างมากกว่าจะประสบความสำเร็จ และมีความเครียดสูงจากการต้องติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด

การซื้อทองเก็บไว้มีข้อดีในด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของการลงทุน เนื่องจากเป็นเจ้าของสินทรัพย์จริงที่มีมูลค่าในตัวเอง ไม่มีความเสี่ยงจากการล้มละลายของสถาบันการเงินหรือโบรกเกอร์ ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าได้ดีในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจผันผวนหรือเงินเฟ้อสูง การซื้อทองไม่ต้องใช้ความรู้ทางเทคนิคมากนัก เพียงแค่ซื้อและถือไว้รอราคาขึ้น และยังสามารถใช้เป็นหลักประกันในการกู้ยืมได้อีกด้วย ผู้ที่สนใจทางเลือกใหม่อาจศึกษา รู้จัก Gold ETF ทางเลือกใหม่ของการลงทุนในทองคำ ที่ผสมผสานข้อดีของการถือทองกับความสะดวกในการซื้อขาย
ข้อเสียของการซื้อทองเก็บไว้คือต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก โดยเฉพาะทองคำแท่งที่เริ่มต้นหลายหมื่นบาท มีค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาหากฝากกับธนาคารหรือตู้นิรภัย ประมาณ 0.5-1% ของมูลค่าต่อปี ไม่ได้รับผลตอบแทนระหว่างถือครอง ต้องรอให้ราคาขึ้นเท่านั้นถึงจะมีกำไร และมีความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรมหากเก็บไว้เอง นอกจากนี้การซื้อขายทองคำจริงมีส่วนต่างราคาซื้อขาย (Spread) ที่ค่อนข้างกว้าง ประมาณ 500-600 บาทต่อบาททอง ซึ่งเป็นต้นทุนที่ต้องคำนึงถึง

เมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนระหว่างการเทรดทองกับการซื้อทองเก็บไว้ พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน การเทรดทองมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงมากในระยะสั้น นักเทรดที่มีทักษะอาจทำกำไร 10-20% ต่อเดือน หรือมากกว่านั้นในช่วงที่ตลาดผันผวน แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะขาดทุนหนักเช่นกัน ตามข้อมูลจาก Myfxbook ในปี 2024 นักเทรดที่ประสบความสำเร็จ top 10% มีผลตอบแทนเฉลี่ย 150% ต่อปี แต่นักเทรด 60% ขาดทุนจนหมดพอร์ตภายใน 6 เดือน
ในขณะที่การซื้อทองเก็บไว้ให้ผลตอบแทนที่มั่นคงกว่าในระยะยาว ตามข้อมูลจาก World Gold Council ราคาทองคำเฉลี่ยในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนประมาณ 8-10% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าเงินเฟ้อและดอกเบี้ยเงินฝาก แต่ในระยะสั้นอาจมีความผันผวนและขาดทุนได้เช่นกัน สำหรับผู้ที่สนใจการลงทุนผ่านกองทุน ควรดู 5 กองทุนรวมทองคำ ผลตอบแทนแรงสุดปี 2025 เพื่อเปรียบเทียบทางเลือกที่หลากหลาย

การเทรดทองเหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีเวลาติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด มีความรู้และประสบการณ์ในการวิเคราะห์ตลาด สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดี และรับความเสี่ยงสูงได้ ควรมีเงินทุนสำรองที่พร้อมจะสูญเสียได้ทั้งหมด และไม่ควรใช้เงินที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันมาเทรด นักเทรดที่ประสบความสำเร็จมักมีระบบการเทรดที่ชัดเจน มีการจัดการเงินที่เข้มงวด และใช้เวลาศึกษาอย่างน้อย 1-2 ปีก่อนจะเริ่มทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ
ในทางกลับกันการซื้อทองเก็บไว้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความมั่นคงในระยะยาว ไม่มีเวลาติดตามตลาดบ่อย ต้องการสินทรัพย์ที่จับต้องได้และมีสภาพคล่อง หรือต้องการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน การซื้อทองเหมาะกับการออมระยะยาว การเก็บไว้เป็นมรดก หรือการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและความผันผวนของตลาดหุ้น ผู้ที่มีเงินออมเพียงเล็กน้อยอาจเริ่มจากการออมทองออนไลน์ที่เริ่มต้นได้ด้วยเงินหลักร้อยบาท

การตัดสินใจระหว่างการเทรดทองกับการซื้อทองเก็บไว้ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับเป้าหมาย ระยะเวลา ความรู้ และระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้ การเทรดทองให้โอกาสทำกำไรสูงในระยะสั้นแต่มีความเสี่ยงสูงตาม เหมาะกับนักลงทุนที่มีประสบการณ์และเวลา ขณะที่การซื้อทองเก็บไว้ให้ความมั่นคงในระยะยาว เหมาะกับการออมและการป้องกันความเสี่ยง นักลงทุนฉลาดอาจแบ่งสัดส่วนการลงทุน โดยถือทองคำส่วนหนึ่งเป็นฐานที่มั่นคง และใช้เงินส่วนเล็กน้อยในการเทรดเพื่อเพิ่มผลตอบแทน แต่ที่สำคัญที่สุดคือต้องศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้และไม่ลงทุนเกินกว่าที่จะรับความสูญเสียได้
เทรดทองเริ่มต้นได้ตั้งแต่ 100-500 ดอลลาร์ (3,500-17,500 บาท) ขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์ แต่แนะนำให้มีเงินทุนอย่างน้อย 1,000 ดอลลาร์เพื่อบริหารความเสี่ยงได้ดีกว่า ขณะที่การซื้อทองคำแท่งต้องใช้เงินเริ่มต้นประมาณ 40,000-42,000 บาทต่อบาททอง
มีความเสี่ยงสูงมาก โดยเฉพาะเมื่อใช้ Leverage สูง สามารถขาดทุนได้ทั้งหมดภายในเวลาสั้น แต่โบรกเกอร์ส่วนใหญ่มีระบบ Negative Balance Protection ที่ป้องกันไม่ให้ขาดทุนเกินเงินฝาก อย่างไรก็ตามควรเทรดด้วยเงินที่พร้อมจะสูญเสียได้เท่านั้น
โดยทั่วไปควรถือทองอย่างน้อย 3-5 ปีเพื่อให้ผ่านวัฏจักรราคาและได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ ในระยะยาว 10-20 ปี ทองคำให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8-10% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าเงินเฟ้อและช่วยรักษามูลค่าเงินได้ดี
กองทุนทองคำเหมาะกับมือใหม่มากกว่าเพราะมีผู้จัดการมืออาชีพดูแล ความเสี่ยงต่ำกว่า และได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีหากเป็น RMF/SSF ส่วนเทรดทองเหมาะกับผู้มีประสบการณ์ที่ต้องการผลตอบแทนสูงและมีเวลาติดตามตลาด
นักลงทุนทั่วไปควรถือทองคำประมาณ 5-15% ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมดเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยแบ่งเป็นทองคำเก็บไว้ 10-15% และหากจะเทรดทองให้ใช้เงินไม่เกิน 5% ของพอร์ต เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง
Retry

Thanakit Sutto
Finance content writer with a passion for investing, believes that good knowledge empowers smart decisions.
บทความที่เกี่ยวข้อง
13 11月 2025
FOMC คืออะไร? ทำไมการประชุมเฟดสำคัญมาก
13 11月 2025
CPI คืออะไร? ทำไมเงินเฟ้อทำตลาดผันผวน