Loading

ใหม่
TH
ชุมชน
TrustFinance ไม่ใช่ที่ปรึกษาทางการเงินที่ได้รับอนุญาต และไม่มีความเกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินใด ๆ ในภูมิภาคของคุณ โปรดศึกษาข้อมูลด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน
TrustFinance
ต.ค. 09, 2026
7 min read
0

ผู้เทรดกดปุ่ม Buy หนึ่งครั้ง ออเดอร์นั้นไปจบที่ไหน คำตอบมีได้สองทางหลัก ทางแรก โบรกเกอร์ส่งความเสี่ยงต่อไปยังธนาคารหรือผู้ให้สภาพคล่องรายใหญ่ ทางที่สอง โบรกเกอร์รับออเดอร์ไว้เองและยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับผู้เทรด สองทางนี้คือสิ่งที่วงการเรียกว่า A-Book และ B-Book และเป็นตัวกำหนดว่าโบรกเกอร์หาเงินจากอะไร
ปัญหาคือคำว่า A-Book B-Book มักถูกพูดปนกับ ECN, STP และ Market Maker จนดูเหมือนเป็นรายการเดียวกัน ทั้งที่สองชุดนี้ตอบคำถามคนละข้อ บทความนี้แยกให้เห็นทีละชั้น อธิบายกลไกของแต่ละโมเดลโดยไม่ระบุชื่อโบรกเกอร์ และสรุปว่าหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง ESMA, FCA และ ASIC เขียนถึงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในโมเดลเหล่านี้ไว้อย่างไร ถ้ายังไม่คุ้นกับต้นทุนพื้นฐานอย่างสเปรดและค่าคอมมิชชั่น อ่าน Spread คืออะไร ต่างจาก Commission ยังไง ประกอบได้
A-Book คือการที่โบรกเกอร์ส่งออเดอร์หรือความเสี่ยงของลูกค้าต่อไปยังผู้ให้สภาพคล่อง (Liquidity Provider) โบรกเกอร์จึงหารายได้จากสเปรดหรือค่าคอมมิชชั่นเป็นหลัก ส่วน B-Book คือการที่โบรกเกอร์เป็นคู่สัญญาฝั่งตรงข้ามของลูกค้าและถือความเสี่ยงไว้เอง เมื่อลูกค้าขาดทุน ส่วนนั้นกลายเป็นรายได้ของโบรกเกอร์
ในทางปฏิบัติ โบรกเกอร์จำนวนมากไม่ได้อยู่ขั้วใดขั้วหนึ่งตลอดเวลา เอกสาร Q&A ของ ESMA เองก็ระบุว่าบริษัทเดียวกันอาจใช้โมเดลการ hedge แบบเดียวหรือหลายแบบผสมกันได้ (ESMA35-36-794)
ทุกโบรกเกอร์มีต้นทุนดำเนินงาน ระบบเทรด ทีมงาน ค่าใบอนุญาต คำถามที่สำคัญกว่า "หาเงินได้ไหม" คือ "เงินมาจากช่องไหน" เพราะช่องทางรายได้บอกได้ว่าผลประโยชน์ของโบรกเกอร์วางตัวตรงกับหรือสวนกับผู้เทรด
ช่องทางรายได้หลักที่พบได้ทั่วไปมีดังนี้
สามช่องแรกเป็นรายได้แบบ "ค่าผ่านทาง" โบรกเกอร์ได้เงินเมื่อลูกค้าเทรด ช่องที่สี่ต่างออกไปโดยโครงสร้าง ESMA อธิบายจุดนี้ไว้ตรงๆ ว่าบริษัทที่ hedge ออเดอร์ลูกค้าทั้งหมดสามารถทำกำไรได้ไม่ว่าผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าซื้อจะทำกำไรหรือไม่ เพราะความเสี่ยงตลาดถูกส่งต่อให้ผู้ให้สภาพคล่องแล้ว แรงจูงใจที่จะเอาเปรียบลูกค้าจึงน้อยกว่า (ESMA35-36-794)
ตัวเลขที่ทำให้ช่องที่สี่มีน้ำหนัก: ในการออกมาตรการคุมผลิตภัณฑ์ CFD ปี 2018 ESMA อ้างการวิเคราะห์ของหน่วยงานกำกับดูแลระดับประเทศในยุโรปว่าบัญชีรายย่อยที่เทรด CFD ราว 74% ถึง 89% ขาดทุน (ESMA, 2018) เมื่อผู้เทรดส่วนใหญ่ขาดทุนสุทธิ การถือความเสี่ยงฝั่งตรงข้ามไว้เองจึงเป็นทางเลือกทางธุรกิจที่มีเหตุผลรองรับ และเป็นเหตุผลเดียวกับที่หน่วยงานกำกับดูแลจับตาโมเดลนี้เป็นพิเศษ
จุดที่ทำให้คนสับสนมากที่สุดคือ Market Maker, STP, ECN, A-Book และ B-Book ถูกวางเรียงกันเหมือนเป็นห้าตัวเลือกในเมนูเดียว จริงๆ แล้วศัพท์เหล่านี้แบ่งได้เป็นสองแกน
| แกน | คำถามที่แกนนี้ตอบ | ศัพท์ที่อยู่ในแกนนี้ |
|---|---|---|
| วิธีส่งและจับคู่คำสั่ง (Execution / Routing) | ราคามาจากไหน ออเดอร์ถูกจับคู่ที่ใด มีโต๊ะดีลลิ่งคั่นกลางหรือไม่ | Market Maker (Dealing Desk), STP, ECN (กลุ่ม No Dealing Desk) |
| การบริหารความเสี่ยง (Risk booking) | หลังรับออเดอร์ ใครเป็นผู้ถือความเสี่ยงตลาดจริง | A-Book, B-Book, Hybrid |
ลองนึกภาพบัญชีที่ตั้งชื่อว่า "STP Account" ชื่อนี้บอกว่าออเดอร์ไหลผ่านระบบอัตโนมัติไปยังผู้ให้สภาพคล่องโดยไม่มีคนนั่งรับออเดอร์ แต่ไม่ได้รับประกันว่าความเสี่ยงทุกออเดอร์ถูกส่งออกไปจริงเสมอ ส่วนการตัดสินใจว่าออเดอร์ใดจะถูก hedge ออเดอร์ใดเก็บไว้ อยู่ในนโยบายบริหารความเสี่ยงของโบรกเกอร์ ซึ่งเป็นแกนที่สอง
ESMA เองก็ใช้มุมมองแบบนี้ ในเอกสาร Q&A เรื่อง CFD หน่วยงานไม่ได้แบ่งโบรกเกอร์ตามชื่อบัญชี แต่แบ่งตามว่าบริษัท hedge ออเดอร์ของลูกค้าหรือไม่ และ hedge มากน้อยเท่าใด (ESMA35-36-794)
Market Maker คือโบรกเกอร์ที่เสนอราคาซื้อ (Bid) และราคาขาย (Ask) ให้ลูกค้าเอง และเป็นคู่สัญญาของทุกออเดอร์ที่ลูกค้าเปิด ลูกค้าซื้อ EUR/USD หนึ่งล็อต โบรกเกอร์คือผู้ขายล็อตนั้น ไม่ได้ไปหาคนขายในตลาดภายนอก จึงเรียกอีกชื่อว่า Dealing Desk (DD)
ข้อดีเชิงกลไกคือโบรกเกอร์ควบคุมราคาที่แสดงได้ บางแห่งจึงเสนอสเปรดคงที่ (Fixed spread) และรับออเดอร์ขนาดเล็กมากได้ ข้อจำกัดคือเมื่อราคาตลาดวิ่งเร็ว โบรกเกอร์ที่ตั้งราคาเองอาจปฏิเสธราคาเดิมและเสนอราคาใหม่ (Requote) แทนการเติมออเดอร์ทันที
คำว่า Market Maker ในตัวมันเองไม่ได้แปลว่า B-Book ร้อยเปอร์เซ็นต์ Market Maker ที่รับออเดอร์เป็นคู่สัญญาอาจเลือก hedge ยอดสุทธิของออเดอร์ทั้งหมดต่อกับผู้ให้สภาพคล่องก็ได้ นี่คือโมเดลแรกในการจัดกลุ่มของ ESMA: บริษัทเป็นคู่สัญญาของลูกค้า แต่บริหารความเสี่ยงด้วยการ hedge ออเดอร์ทั้งหมดแบบรายออเดอร์หรือแบบรวมยอด (ESMA35-36-794)
STP (Straight Through Processing) คือการส่งออเดอร์ของลูกค้าผ่านระบบอัตโนมัติตรงไปยังผู้ให้สภาพคล่องหนึ่งรายหรือหลายราย โดยไม่มีโต๊ะดีลลิ่งของโบรกเกอร์คั่นกลาง ผู้ให้สภาพคล่องมักเป็นธนาคารหรือสถาบันที่ทำราคาในตลาดระหว่างธนาคาร
โบรกเกอร์ STP มักหารายได้จากการบวกส่วนต่างเพิ่มบนราคาที่ได้รับมา สเปรดจึงขยับตามตลาด (Variable spread) ช่วงข่าวสำคัญสเปรดถ่างได้ และออเดอร์อาจได้ราคาต่างจากที่สั่ง (Slippage) แทนที่จะโดน Requote กลไกของ slippage อธิบายละเอียดไว้ใน Slippage คืออะไร ทำไมราคาที่ได้ไม่ตรงที่สั่ง
จุดที่ควรรู้: ESMA ระบุว่า ถ้าบริษัทส่งออเดอร์ผ่านแพลตฟอร์มแบบ STP ที่เชื่อมผู้ให้สภาพคล่องกับลูกค้า แต่บริษัทได้รับค่าตอบแทนตามกำไรขาดทุนของแพลตฟอร์มนั้น ผลประโยชน์ทับซ้อนก็ยังคงมีอยู่ (ESMA35-36-794) ชื่อ STP จึงไม่ได้ปิดคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนไปโดยอัตโนมัติ
ECN (Electronic Communication Network) คือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ที่รวมราคาเสนอซื้อขายจากผู้เข้าร่วมหลายราย เช่น ธนาคาร สถาบันการเงิน และผู้เทรดรายอื่น แล้วจับคู่ออเดอร์กันภายในเครือข่าย โบรกเกอร์ที่ให้บริการผ่าน ECN ทำหน้าที่เชื่อมผู้เทรดเข้ากับเครือข่ายนี้ ไม่ได้ตั้งราคาเอง
ผลที่ผู้เทรดเห็นคือสเปรดดิบที่แคบมากในช่วงตลาดคึกคัก บวกค่าคอมมิชชั่นแยกต่อล็อต และในหลายแพลตฟอร์มสามารถดูความลึกของราคา (Depth of Market) ได้ วิธีเปรียบเทียบต้นทุนให้ตรงคือรวมสเปรดกับค่าคอมมิชชั่นเป็นต้นทุนรวมต่อการเทรด ซึ่งบทความเรื่องสเปรดได้อธิบายวิธีคิดไว้แล้ว
ภาพใหญ่ช่วยให้เห็นว่า "ตลาดจริง" ที่ ECN และ A-Book เชื่อมไปถึงคืออะไร การสำรวจทุกสามปี (Triennial Survey) ของ BIS ปี 2025 พบว่ามูลค่าการซื้อขายเงินตราต่างประเทศนอกตลาด (OTC) เฉลี่ยอยู่ที่ 9.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวันในเดือนเมษายน 2025 โดยการซื้อขายระหว่างดีลเลอร์ด้วยกัน (inter-dealer) คิดเป็น 46% และการซื้อขายระหว่างดีลเลอร์กับสถาบันการเงินอื่นคิดเป็น 50% (BIS Triennial Survey 2025) ตลาด Forex จึงไม่มีตลาดกลางแห่งเดียวแบบตลาดหุ้น ราคาเกิดจากเครือข่ายดีลเลอร์และแพลตฟอร์มจำนวนมาก ผู้ให้สภาพคล่องที่โบรกเกอร์รายย่อยเชื่อมต่อด้วยก็อยู่ในเครือข่ายนี้
ส่วนนี้คือแกนที่สอง เมื่อโบรกเกอร์รับออเดอร์มาแล้ว ไม่ว่าจะผ่านระบบแบบไหน ความเสี่ยงของออเดอร์นั้นไปอยู่ที่ใคร
ลูกค้าเปิด Buy EUR/USD โบรกเกอร์เปิด Buy ขนาดเท่ากัน (หรือรวมยอดกับออเดอร์อื่นแล้วเปิดยอดสุทธิ) กับผู้ให้สภาพคล่อง ถ้าราคาขึ้น ลูกค้ากำไร โบรกเกอร์จ่ายกำไรนั้นให้ลูกค้าและได้รับกำไรเท่ากันจากฝั่งผู้ให้สภาพคล่อง ตัวโบรกเกอร์เองไม่ได้กำไรหรือขาดทุนจากทิศทางราคา รายได้มาจากสเปรดหรือค่าคอมมิชชั่นที่บวกไว้
แต่ A-Book ก็ไม่ได้ไร้ประเด็น ESMA ยกตัวอย่างไว้สองกรณีที่ผลประโยชน์ทับซ้อนยังเหลืออยู่แม้บริษัทจะ hedge แล้ว กรณีแรก ถ้า hedge กับบริษัทในเครือเดียวกัน ผลประโยชน์ของกลุ่มยังผูกกันอยู่ กรณีที่สอง ถ้าบริษัทออกแบบการ hedge ให้ตัวเองได้ประโยชน์เมื่อราคาขยับในทางที่ดีระหว่างจังหวะที่ลูกค้าสั่งกับจังหวะที่ hedge แต่ผลักส่วนที่ราคาขยับในทางที่แย่ไปให้ลูกค้า ESMA เรียกพฤติกรรมนี้ว่า "asymmetric price slippage" (ESMA35-36-794)
ลูกค้าเปิด Buy EUR/USD โบรกเกอร์รับออเดอร์ไว้ในบัญชีของตัวเอง ไม่ส่งต่อ ถ้าราคาลง ลูกค้าขาดทุน เงินส่วนนั้นเป็นกำไรของโบรกเกอร์ ถ้าราคาขึ้น โบรกเกอร์ต้องจ่ายกำไรให้ลูกค้าจากเงินของตัวเอง
ในเชิงธุรกิจ B-Book ทำงานได้เพราะออเดอร์ของลูกค้าจำนวนมากหักล้างกันเอง ลูกค้าคนหนึ่ง Buy อีกคน Sell โบรกเกอร์จึงถือแค่ยอดสุทธิ และเพราะสถิติที่หน่วยงานกำกับดูแลเปิดเผยชี้ว่าผู้เทรดรายย่อยส่วนใหญ่ขาดทุน
การเป็นคู่สัญญาเองไม่ได้ผิดกฎในตัว ESMA จัดโมเดลนี้เป็นหนึ่งในสามโมเดลที่พบได้ทั่วไป แต่ในกรณีที่บริษัทเป็นคู่สัญญาโดยไม่มีการ hedge เลย ESMA เขียนไว้ชัดว่าบริษัทไม่มีแรงจูงใจที่จะส่งคำสั่งเพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกค้า เพราะ "ถ้าลูกค้าชนะ บริษัทก็แพ้" และมองว่าผลประโยชน์ทับซ้อนแบบนี้มีแนวโน้มสูงที่จะ "ไม่สามารถบริหารจัดการได้" (in all likelihood cannot be managed) จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้โมเดลแบบนี้ (ESMA35-36-794) นี่คือแนวทางของ ESMA สำหรับบริษัทภายใต้ MiFID ในยุโรป ไม่ได้เป็นกฎเดียวกันทั่วโลก
Hybrid คือโมเดลที่พบมากในทางปฏิบัติ โบรกเกอร์เก็บออเดอร์บางส่วนไว้เองและส่งบางส่วนออกไป ESMA ยกตัวอย่างเงื่อนไขที่ใช้แบ่ง เช่น hedge เมื่อยอดความเสี่ยงเกินเพดานที่กำหนด หรือ hedge เฉพาะกลุ่มลูกค้าบางกลุ่ม (ESMA35-36-794)
ESMA ยังอธิบายต่อว่าทั้งโมเดลไม่ hedge และโมเดล hybrid มีความสัมพันธ์ระหว่างกำไรขาดทุนของลูกค้ากับของบริษัท สำหรับ hybrid ความสัมพันธ์นี้มากหรือน้อยขึ้นกับขอบเขตและลักษณะของการ hedge ที่ทำจริง
ASIC ของออสเตรเลียมองเรื่องเดียวกันจากอีกมุม ในรายงาน REP 579 ที่ทบทวนผู้ออกผลิตภัณฑ์อนุพันธ์รายย่อย 57 ราย ASIC แบ่งกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงเป็นสามแบบ คือ hedge ความเสี่ยงตลาดทั้งหมดกับบุคคลอื่น, hedge บางส่วนและเก็บส่วนที่เหลือไว้ในบัญชีตัวเอง และเก็บความเสี่ยงตลาดทั้งหมดไว้เอง พร้อมชี้ว่าการโอนความเสี่ยงตลาดไปให้บุคคลอื่นลดความเสี่ยงตลาดได้ แต่เพิ่มความเสี่ยงด้านคู่สัญญา ส่วนการเก็บความเสี่ยงไว้เองเพิ่มความเสี่ยงตลาด (ASIC REP 579) รายงานเดียวกันพบว่าผู้ออกผลิตภัณฑ์ราวหนึ่งในสามพึ่งพาบริษัทที่เกี่ยวข้องกันในการตั้งราคาและ hedge ซึ่งทำให้ความเสี่ยงตลาดไปกระจุกอยู่กับคู่สัญญารายเดียว (ASIC REP 579, PDF)
ตารางนี้เทียบโมเดลตามกลไก ไม่มีคอลัมน์ไหนเป็น "ผู้ชนะ" เพราะแต่ละโมเดลมีข้อแลกเปลี่ยนต่างกัน และโบรกเกอร์จริงมักผสมหลายแบบ
| เกณฑ์ | Market Maker / B-Book | STP / A-Book | ECN | Hybrid |
|---|---|---|---|---|
| คู่สัญญาของลูกค้า | โบรกเกอร์ | โบรกเกอร์ (แล้ว hedge ต่อกับผู้ให้สภาพคล่อง) หรือผู้ให้สภาพคล่องผ่านโบรกเกอร์ ขึ้นกับโครงสร้างสัญญา | ผู้เข้าร่วมในเครือข่ายที่ออเดอร์ถูกจับคู่ด้วย โดยมีโบรกเกอร์เป็นตัวเชื่อม | เปลี่ยนไปตามออเดอร์และกลุ่มลูกค้า |
| ใครถือความเสี่ยงตลาด | โบรกเกอร์ (เต็มจำนวน หรือยอดสุทธิที่ไม่ได้ hedge) | ส่งต่อให้ผู้ให้สภาพคล่อง | ผู้เข้าร่วมในเครือข่าย | แบ่งกันระหว่างโบรกเกอร์กับผู้ให้สภาพคล่อง |
| รายได้หลักของโบรกเกอร์ | สเปรด และผลขาดทุนสุทธิของลูกค้าในส่วนที่ไม่ได้ hedge | ส่วนต่างสเปรดที่บวกเพิ่ม และ/หรือค่าคอมมิชชั่น | ค่าคอมมิชชั่นต่อล็อตเป็นหลัก | ผสมทั้งค่าบริการและผลขาดทุนของลูกค้าในส่วนที่เก็บไว้ |
| ลักษณะราคาที่ผู้เทรดเห็น | อาจเป็นสเปรดคงที่ ตั้งราคาโดยโบรกเกอร์ | สเปรดแปรผันตามราคาที่ได้รับจากผู้ให้สภาพคล่อง | สเปรดดิบแปรผัน บวกค่าคอมมิชชั่นแยก | ขึ้นกับประเภทบัญชี |
| ปัญหาการเติมออเดอร์ที่มักพบตอนตลาดผันผวน | Requote | Slippage | Slippage และสภาพคล่องบางลง | ได้ทั้งสองแบบ |
| ประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนเชิงโครงสร้าง | สูงสุด เมื่อไม่ hedge เลย กำไรของโบรกเกอร์มาจากการขาดทุนของลูกค้าโดยตรง | ต่ำกว่า แต่ยังมีได้ เช่น hedge กับบริษัทในเครือ หรือ asymmetric slippage | ต่ำกว่า เพราะโบรกเกอร์ไม่ได้เป็นผู้ตั้งราคา แต่ยังต้องดูนโยบายการส่งคำสั่ง | มากหรือน้อยตามสัดส่วนที่เก็บไว้เอง |
หัวข้อนี้มักถูกเล่าแบบเร้าอารมณ์ ข้อเท็จจริงจากเอกสารของหน่วยงานกำกับดูแลเรียบกว่านั้นมาก ใจความคือ หน่วยงานรับรู้ว่าโมเดลที่บริษัทเป็นคู่สัญญาของลูกค้ามีอยู่จริงและใช้กันทั่วไป จึงวางหน้าที่ให้บริษัทต้องระบุ จัดการ และเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อน มากกว่าการห้ามแบบเหมารวม
ESMA (สหภาพยุโรป) นอกจากการจัดกลุ่มสามโมเดลข้างต้น เอกสาร Q&A ยังกำหนดว่า ไม่ว่าจะใช้โมเดลใด บริษัทต้องแจ้งลูกค้าเสมอว่าบริษัทเป็นคู่สัญญาของลูกค้า และต้องเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อนก่อนทำธุรกรรมแทนลูกค้าในกรณีที่เกี่ยวข้อง ESMA ยังให้หน่วยงานระดับประเทศพิจารณาด้วยว่าบริษัทพึ่งรายได้จาก CFD มากแค่ไหน เพราะบริษัทที่พึ่งรายได้ทางเดียวอาจมีความขัดแย้งระหว่างแรงกดดันทางธุรกิจกับประโยชน์ของลูกค้ามากกว่า (ESMA35-36-794) ESMA ปรับปรุงเอกสาร Q&A ชุดนี้มาตั้งแต่ปี 2016 รวมถึงการเพิ่มประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนจากค่าตอบแทนระหว่างบริษัทกับบุคคลที่ทำกิจกรรมแทนบริษัท ซึ่งอาจจูงใจให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้ารายย่อย (ESMA, 2016)
FCA (สหราชอาณาจักร) กฎ Best Execution ใน COBS 11.2A กำหนดให้บริษัทต้องดำเนินการทุกขั้นตอนที่เพียงพอเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า โดยพิจารณาปัจจัยอย่างราคา ต้นทุน ความเร็ว และโอกาสที่ออเดอร์จะถูกเติมและชำระราคา ที่สำคัญกับเรื่องนี้คือ COBS 11.2A.4G ระบุว่าการที่บริษัทซื้อขายกับลูกค้าด้วยบัญชีของตัวเอง (dealing on own account) ถือเป็นการส่งคำสั่งของลูกค้า และต้องอยู่ใต้กฎ Best Execution เช่นกัน (FCA Handbook, COBS 11.2A) ส่วน SYSC 10.1 กำหนดให้บริษัทต้องระบุและป้องกันหรือจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน และหนึ่งในสถานการณ์ที่ต้องพิจารณาคือกรณีที่บริษัทมีแนวโน้มจะได้กำไรทางการเงินหรือเลี่ยงการขาดทุนโดยที่ลูกค้าเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ (FCA Handbook, SYSC 10.1)
ASIC (ออสเตรเลีย) นอกจากรายงาน REP 579 แล้ว ASIC มีแนวปฏิบัติ RG 227 ที่วางเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูล 7 ข้อสำหรับผู้ออก CFD (ASIC RG 227) เกณฑ์ข้อที่ 3 ชื่อ "Counterparty risk, Hedging" ตรงกับหัวข้อของบทความนี้โดยตรง RG 227 ระบุว่าผู้ออกผลิตภัณฑ์ควรมีนโยบายเป็นลายลักษณ์อักษรในการจัดการความเสี่ยงตลาดจากสถานะของลูกค้า ระบุปัจจัยที่ใช้ประเมินฐานะการเงินของคู่สัญญาที่ใช้ hedge พร้อมรายชื่อคู่สัญญาเหล่านั้น และควรเผยแพร่นโยบายฉบับล่าสุดไว้บนเว็บไซต์ (ASIC RG 227, PDF)
ข้อควรระวังในการอ่านส่วนนี้คือ กฎเหล่านี้ใช้กับบริษัทที่อยู่ใต้หน่วยงานนั้นจริงเท่านั้น ระดับการคุ้มครองของแต่ละหน่วยงานต่างกัน รายละเอียดเปรียบเทียบอยู่ใน FCA, ASIC, CySEC, FSCA ต่างกันยังไง อันไหนคุ้มครองจริง
ผู้เทรดส่วนใหญ่ไม่เห็นว่าออเดอร์ของตัวเองถูก A-Book หรือ B-Book แต่ผลของโมเดลแสดงออกมาในสามจุดที่สังเกตได้
ความสมมาตรของราคาที่ได้รับ ในตลาดปกติ slippage ควรเกิดได้ทั้งสองทาง บางครั้งได้ราคาแย่กว่าที่สั่ง บางครั้งได้ราคาดีกว่า ถ้าออเดอร์จำนวนมากโดน slippage ทางลบเท่านั้นแต่ไม่เคยได้ slippage ทางบวกเลย นั่นตรงกับรูปแบบที่ ESMA เรียกว่า asymmetric price slippage ข้อสังเกตนี้ใช้ตั้งคำถามกับโบรกเกอร์ได้ แต่ข้อมูลจากออเดอร์ไม่กี่รายการยังสรุปอะไรไม่ได้
ความเสี่ยงด้านคู่สัญญา ในโมเดลที่โบรกเกอร์เป็นคู่สัญญาของลูกค้า ความสามารถในการจ่ายกำไรให้ลูกค้าขึ้นกับฐานะการเงินของโบรกเกอร์ ส่วนในโมเดลที่ hedge ต่อ ความเสี่ยงย้ายไปอยู่ที่ความมั่นคงของผู้ให้สภาพคล่อง ตามที่ ASIC ชี้ไว้ การแยกเงินลูกค้าออกจากเงินบริษัทเป็นอีกชั้นหนึ่งของการป้องกัน อ่านต่อได้ที่ Segregated Account คืออะไร เงินลูกค้าปลอดภัยขึ้นจริงไหม
ลักษณะต้นทุน บัญชีสเปรดคงที่และไม่มีค่าคอมมิชชั่นมักผูกกับโบรกเกอร์ที่ตั้งราคาเอง บัญชีสเปรดดิบบวกค่าคอมมิชชั่นมักผูกกับการส่งต่อออเดอร์ แต่ความสัมพันธ์นี้เป็นแนวโน้ม ไม่ได้เป็นกฎตายตัว ต้นทุนที่ต่ำกว่าบนกระดาษก็ไม่ได้บอกโมเดลความเสี่ยงที่อยู่เบื้องหลัง
โบรกเกอร์ไม่จำเป็นต้องประกาศบนหน้าแรกว่าใช้ B-Book แต่โบรกเกอร์ที่อยู่ใต้หน่วยงานกำกับดูแลหลักมักต้องมีเอกสารที่ให้คำตอบบางส่วนได้
ข้อจำกัดที่ต้องยอมรับ: เอกสารเหล่านี้บอกนโยบาย ไม่ได้บอกว่าออเดอร์แต่ละรายการของลูกค้าถูกจัดการอย่างไร โบรกเกอร์แบบ Hybrid อาจเปลี่ยนการจัดกลุ่มลูกค้าได้ตลอด สิ่งที่เอกสารช่วยได้คือทำให้รู้ว่าโบรกเกอร์ยอมรับว่าตัวเองเป็นคู่สัญญาหรือไม่ และวางกลไกจัดการผลประโยชน์ทับซ้อนไว้อย่างไร
ข้อควรทราบ: การเทรด Forex ยังไม่มีใบอนุญาตหรือการกำกับดูแลจากหน่วยงานใดในประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่มีนโยบายออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจ Forex ให้กับรายย่อย (อ้างอิง ไทยพีบีเอส) และสำนักงาน ก.ล.ต. เองก็ยืนยันว่าธุรกิจ Forex ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. แต่อยู่ภายใต้กฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินแทน (อ้างอิง The Standard)
บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนเฉพาะบุคคล และไม่มีการการันตีผลตอบแทนใดๆ ผู้เทรดควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและประเมินความเสี่ยงด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจ
โบรกเกอร์ B-Book ผิดกฎหมายหรือเป็นการโกงไหม
B-Book คือโมเดลการบริหารความเสี่ยง ในตัวมันเองไม่ได้หมายถึงการฉ้อโกง หน่วยงานอย่าง ESMA จัดการเป็นคู่สัญญาของลูกค้าเป็นหนึ่งในโมเดลที่พบทั่วไป และกำหนดหน้าที่ให้บริษัทต้องจัดการและเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อน สิ่งที่ ESMA มองว่าควรหลีกเลี่ยงคือการเป็นคู่สัญญาโดยไม่มีการ hedge ใดๆ เลย ส่วนสถานะทางกฎหมายของการเทรด Forex ในไทยเป็นอีกประเด็นหนึ่ง อธิบายไว้ใน เทรด Forex ผิดกฎหมายไหม สถานะทางกฎหมายในไทยล่าสุด
ECN กับ STP ต่างกันยังไง
ทั้งสองแบบส่งออเดอร์ออกไปโดยไม่มีโต๊ะดีลลิ่งคั่นกลาง STP ส่งออเดอร์ไปยังผู้ให้สภาพคล่องที่โบรกเกอร์เลือกไว้ และมักหารายได้จากการบวกสเปรด ส่วน ECN นำออเดอร์เข้าเครือข่ายที่รวมราคาจากผู้เข้าร่วมหลายราย มักแสดงสเปรดดิบและเก็บค่าคอมมิชชั่นแยก
บัญชีชื่อ ECN แปลว่าโบรกเกอร์เป็น A-Book ทั้งหมดไหม
ไม่จำเป็น ชื่อบัญชีบอกวิธีกำหนดราคาและเก็บค่าธรรมเนียม ส่วนการตัดสินใจว่าจะส่งความเสี่ยงต่อมากน้อยแค่ไหนเป็นนโยบายบริหารความเสี่ยงของโบรกเกอร์ ซึ่งต้องดูจากเอกสารอย่าง Order Execution Policy และ Conflicts of Interest Policy
Market Maker คือโบรกเกอร์ B-Book เสมอไหม
ไม่เสมอไป Market Maker เป็นคู่สัญญาของลูกค้าและตั้งราคาเอง แต่สามารถ hedge ยอดสุทธิต่อกับผู้ให้สภาพคล่องได้ ESMA จัดกรณีนี้เป็นโมเดลแรก คือเป็นคู่สัญญาแต่ hedge ออเดอร์ทั้งหมด ซึ่งต่างจากโมเดลที่ไม่ hedge เลย
TrustFinance
TrustFinance helps financial companies build credibility and traders make safer choices through verified profiles, authentic reviews, and research-driven insights.
บทความที่เกี่ยวข้อง