Loading

ใหม่
TH
ชุมชน
TrustFinance ไม่ใช่ที่ปรึกษาทางการเงินที่ได้รับอนุญาต และไม่มีความเกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินใด ๆ ในภูมิภาคของคุณ โปรดศึกษาข้อมูลด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน
บทความที่เกี่ยวข้อง

15 Okt 2026
Lot Forex คืออะไร คำนวณขนาด Position ยังไง

TrustFinance Research Team
Dis 04, 2024
10 min read
47

ในวงการ Forex มีคำศัพท์มากมายนับไม่ถ้วนให้เราได้เรียนรู้และได้นำไปใช้ในเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น การแลกเปลี่ยนความรู้ การสอนเทคนิคการเทรด หรือการจดบันทึกโดยไม่ต้องเขียนคำอธิบายให้ยาว ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึงศัพท์ที่จำเป็นต้องใช้สำหรับการเรียนรู้เกี่ยวกับการเทรด Forex ในบทความที่จะเกิดขึ้นต่อไป ซึ่งบทความนี้จะเรียบเรียงคำศัพท์ไปทีละหมวดหมู่เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย
ภาพที่มา : https://www.axi.com/th/blog/education/forex/forex-trading-guide
คำศัพท์เหล่านี้เป็นคำที่เทรดเดอร์มักพบเจอบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นบนแพลตฟอร์มการเทรด บทสนทนาต่าง ๆ หรือในบทความเกี่ยวกับการลงทุน คำเหล่านี้มีความสำคัญและเป็นสิ่งที่เทรดเดอร์ทุกคนควรทำความเข้าใจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเทรดของตนเองและจำเป็นต้องรู้ ได้แก่
Forex = ย่อมาจาก Foreign Exchange Market เป็นตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก
คู่สกุลเงิน (Currency Pair) = เป็นการจับคู่ระหว่างสกุลเงิน 2 อย่างเพื่อทำการซื้อขาย เช่น USDJPY, EURUSD หรือ EURGBP เป็นต้น
Bid (ราคาซื้อ) = ราคาสูงสุดที่ผู้ซื้อยินดีจะจ่ายเพื่อซื้อสินทรัพย์หนึ่งหน่วย
Ask (ราคาขาย) = ราคาต่ำสุดที่ผู้ขายยินดีจะขายสินทรัพย์หนึ่งหน่วย
Spread = ส่วนต่างของราคาซื้อ (Bid) และราคาขาย (Ask) ในสินทรัพย์แต่ละชนิด ซึ่งค่า Spread ของสินทรัพย์ต่าง ๆ จะมีมูลค่าที่แตกต่างกัน
Pip = หน่วยของการเปลี่ยนแปลงราคาในตลาด Forex ใช้นับจุดทศนิยมตัวที่ 2 และจุดทศนิยมตัวที่ 4
Point = หน่วยของการเปลี่ยนแปลงราคาในตลาด Forex ใช้นับจุดทศนิยมตัวที่ 3 และจุดทศนิยมตัวที่ 5
Lot = หน่วยวัดขนาดสัญญาสำหรับการซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงิน
Leverage = เครื่องมือที่ทำให้ผู้ใช้สามารถกู้ยืมเงินจากโบรกเกอร์บางส่วนเพื่อซื้อขายสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามากกว่าต้นทุนที่เรามีอยู่ได้ เป็นการเพิ่มขีดความสามารถการทำกำไรแต่ก็ความเสี่ยงสูญเสียเงินต้นก็มากขึ้นเช่นเดียวกัน
Commision = ค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์จะเรียกเก็บจากบริการที่แตกต่างกัน
Swap = ค่าธรรมเนียมสำหรับเทรดเดอร์ที่ถือสถานะซื้อขายข้ามคืน เมื่อเทรดเดอร์เปิดออเดอร์แล้วผ่านไปอีกวันหนึ่งเงินทุนของเทรดเดอร์จะถูกหักออกทันที
โบรกเกอร์ = บริษัทตัวกลางระหว่างตลาด Forex และเทรดเดอร์คอยให้บริการดำเนินคำสั่งซื้อขาย
Copy trade = รูปแบบการซื้อขายประเภทหนึ่ง เป็นการคัดลอกการเทรดจากผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้นำสัญญาณเทรด
กราฟแท่งเทียน (Bar) = รูปแบบหนึ่งของกราฟราคาที่เทรดเดอร์นิยมใช้กัน
Indicator = เครื่องมือวิเคราะห์หรือสูตรคำนวณสำหรับกราฟราคาที่ช่วยในการตัดสินใจซื้อขาย
Advisor = โปรแกรมที่ใช้อัลกอริทึมติดตามการซื้อขายในตลาดและมีการแจ้งเตือนให้กับเทรดเดอร์โดยอัตโนมัติเมื่อกราฟตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดเอาไว้
Expert Advisor (EA) = เครื่องมือการเทรดอัตโนมัติที่ใช้ซอฟต์แวร์แพลตฟอร์มการซื้อขายเพื่อบริหารตำแหน่งและคำสั่งซื้อขายโดยอัตโนมัติโดยที่ไม่ต้องควบคุมเอง
Profit = กำไร
Loss = ขาดทุน
Portfolio = ตัวจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลสินทรัพย์ที่นักเทรดกำลังครอบครองหรือเคยเป็นเจ้าของ
Stop Out = จุดที่โบรกเกอร์จะปิดคำสั่งซื้อขายของท่านอัตโนมัติ เมื่อระดับมาร์จิ้นเริ่มลดลงต่ำกว่าจุดที่กำหนด

EUR = สกุลเงินยูโร
USD = สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
JPY = สกุลเงินเยนญี่ปุ่น
GBP = สกุลเงินปอนด์อังกฤษ
CHF = สกุลเงินฟรังก์สวิส
AUD = สกุลเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย
CAD = สกุลเงินดอลลาร์แคนาดา
NZD = สกุลเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์
MXN = สกุลเงินเปโซเม็กซิโก
NOK = สกุลเงินโครนนอร์เวย์
DKK = สกุลเงินโครนเดนมาร์ก
TRY = สกุลเงินเรียลราร์ เตอรกียร์
คู่เงินหลัก (Major currency pairs) = เป็นคู่เงินที่ได้รับความนิยมและมีสภาพคล่องสูงจากการเคลื่อนไหวของราคาที่มากกว่าคู่เงินประเภทอื่นมักจะมีสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ประกอบอยู่ด้วยเสมอมีทั้งหมด 7 คู่ ได้แก่ EUR/USD, USD/JPY, GBP/USD, USD/CHF, USDCAD, AUD/USD และ NZD/USD
คู่เงินรอง (Cross Currency Pairs) = เป็นคู่เงินที่ไม่ได้จับคู่กับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ก็มีสภาพคล่องเพียงพอให้ผู้คนมาซื้อขายมักจะประกอบไป 3 สกุลเงินคือยูโร (EUR), เยน (JPY) และปอนด์ (GBP) ตัวอย่างเช่น EUR/CHF, GBP/JPY หรือ GBP/NZD
คู่เงินเกิดใหม่ (Exotic Currency Pairs) = เป็นคู่เงินที่มักจะจับคู่ระหว่างสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ กับสกุลเงินของประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างบราซิล ตุรกี หรือฮังการี ตัวอย่างเช่น USD/BRL, USD/HKD หรือ USD/SAR
ภาพที่มา : https://www.fpmarkets.com/sc/th-th/futures-trading
CFD = ย่อมาจาก Contract for Difference สัญญาณซื้อขายส่วนต่างที่ทำขึ้นมาระหว่างโบรกเกอร์และลูกค้าผู้ซื้อขาย เพื่อสร้างข้อตกลงเกี่ยวกับส่วนต่างระหว่างราคาเปิดและราคาปิด
สินค้าโภคภัณฑ์ = ทรัพยากรธรรมชาติที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันที่เราสามารถเทรดราคาซื้อขายได้บางโบรกเกอร์ เช่น อาหาร แร่ธาตุ น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน โลหะเงิน และทองคำ เป็นต้น
Cryptocurrency = สินทรัพย์ดิจิทัลประเภทหนึ่งที่มีการรักษาความปลอดภัยด้วยการเข้ารหัสซึ่งสามารถซื้อขายได้บางโบรกเกอร์ Forex
Entry = การเข้าซื้อ/ขาย คือจังหวะที่เทรดเดอร์เข้าหาโบรกเกอร์เพื่อการซื้อหรือขายสินทรัพย์
Exit = การออกจากออเดอร์ คือขั้นตอนที่เทรดเดอร์ต้องการปิดสัญญาเทรด
Stop Loss = จุดตัดขาดทุน เป็นเทคนิคที่เทรดเดอร์ใช้เพื่อลดความสูญเสีย หากระดับราคาเคลื่อนที่มาถึงจุดที่กำหนดเอาไว้ออเดอร์นั้นจะถูกปิดลงโดยอัตโนมัติ
Take Profit = จุดทำกำไร เป็นการตั้งตำแหน่งราคาเพื่อให้เกิดการทำกำไรโดยอัตโนมัติ
Bull Market (ตลาดกระทิง) = ตลาดขาขึ้น เมื่อถึงช่วงเวลาที่ตลาดกำลังเติบโตหรือมีราคามากขึ้น ก็จะเหมือนกับการงัดเขาขวิดขึ้นไปด้านบนของกระทิงขณะต่อสู้
Bear Market (ตลาดหมี) = หรือตลาดขาลง เป็นช่วงเวลาที่ตลาดกำลังซบเซาหรือมีราคาดิ่งลง โดยเปรียบเทียบกับการใช้อุ้งมือตบลงมาทางด้านล่างของหมีขณะต่อสู้
Long Position = การซื้อคู่สกุลเงิน คาดหวังว่าราคาจะขึ้น
Short Position = การขายคู่สกุลเงิน คาดหวังว่าราคาจะลง
Order = คำสั่งซื้อขาย
Market Order = คำสั่งซื้อขาย ณ ราคาตลาดที่ใช้เมื่อผู้ลงทุนต้องการซื้อหรือขายทันที ณ ราคาที่ดีที่สุดในขณะนั้น
Limit Order = คำสั่งซื้อขายที่คุณสามารถกำหนดราคาที่ต้องการจะซื้อหรือขายได้
Margin = เงินประกันที่คุณต้องวางไว้เพื่อเปิดตำแหน่ง
Margin Call = การแจ้งเตือนฝากเงินในบัญชีซื้อขายให้มีมาร์จิ้นเพียงพอเพื่อคงตำแหน่งเปิดที่มีอยู่
Margin Trading = การยืมเงินทุนของโบรกเกอร์มาใช้ในการเปิดคำสั่งซื้อขาย ซึ่งเงินทุนในบัญชีของนักเทรดอาจมีไม่เพียงพอ
แนวรับ = ระดับราคาที่คาดว่าจะเป็นจุดที่สามารถเข้า “ซื้อ” ได้ตามการวิเคราะห์จากปัจจัยทางเทคนิค
แนวต้าน = ระดับราคาที่คาดว่าจะเป็นจุดที่สามารถ “ขาย” ได้ตามการวิเคราะห์จากปัจจัยทางเทคนิค
ราคาเปิด (Opening Price) = ราคาซื้อขายแรกที่เกิดขึ้นตั้งแต่เปิดตลาด
ราคาปิด (Close Price) = เป็นราคาสุดท้ายที่เกิดขึ้นจากการซื้อขายสิ้นสุดของวัน
ราคาสูงสุด (High Price) = การเคลื่อนไหวของราคา ณ ระดับราคาสูงสุดในวันทำการ
ราคาต่ำสุด (Low Price) = การเคลื่อนไหวของราคา ณ ระดับราคาต่ำสุดในวันทำการ
Drawdown = อัตราเงินขาดทุนสะสม
Equity = ตัวเลขบอกจำนวนเงินในบัญชีเทรดที่รวมผลกำไรและขาดทุนจากคำสั่งซื้อขายทั้งหมดที่ได้เปิดออเดอร์ไว้
Floating Profit/Loss (กำไร/ขาดทุนลอยตัว) = ตัวเลขกำไรหรือขาดทุนจากคำสั่งซื้อขายที่ยังไม่ปิด โดยตัวเลขนี้จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามราคาตลาดในปัจจุบัน
Floating Spread (สเปรดลอยตัว) = ส่วนต่างระหว่างราคา Bid และราคา Ask ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตามสภาวะของตลาดจากอุปสงค์หรืออุปทานที่เพิ่มขึ้นและลดลง
Instant Execution = การส่งคำสั่งซื้อขายแบบทันทีทันใดโดยไม่ต้องรอ
Volume = จำนวนครั้งในการซื้อหรือขายสินทรัพย์ในช่วงเวลาหนึ่ง
Technical Analysis = การวิเคราะห์ราคาและปริมาณการซื้อขายในอดีตเพื่อคาดการณ์แนวโน้มในอนาคต
Fundamental Analysis = การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการเมืองที่มีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน
Support and Resistance = ระดับราคาที่คาดว่าราคาจะหยุดพักหรือเปลี่ยนทิศทาง
Trend = แนวโน้มของราคา เช่น ขาขึ้นหรือขาลง
Breakout = จังหวะราคาวิ่งขึ้นหรือลงทะลุกรอบเส้นแนวโน้มแนวรับแนวต้าน
Benchmark interest rate (อัตราดอกเบี้ยอ้างอิง) = อัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำที่กำหนดโดยธนาคารกลางของแต่ละประเทศ
Bollinger Band = เส้น Indicator ใช้บ่งบอกแนวโน้มกราฟราคา โดยการแสดงราคาสินทรัพย์ที่เคลื่อนตัวอยู่ระหว่างเส้นแนวรับและแนวต้าน
Channel (กรอบราคา) = ช่องที่ราคามีการแกว่งตัวระหว่างกรอบแนวรับแนวต้าน
ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) = ตัวเลขบ่งชี้หลักของอัตราเงินเฟ้อที่จะมีรายงานเดือนละครั้ง
ปฏิทินเศรษฐกิจ = ตารางเวลาการเผยแพร่ข้อมูลตัวเลขและรายงานทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ซึ่งจะส่งผลต่อความเคลื่อนไหวในตลาดการเงิน
Exchange Rate = เป็นอัตราแลกเปลี่ยนบ่งบอกราคาของคู่เงิน
Fibonacci Line = เป็นการนำตัวเลข Fibonacci มาแสดงเป็นเส้นในกราฟเพื่อบอกตำแหน่งแนวต้าน
Index = ดัชนีบ่งชี้ข้อมูลตัวเลขทางการเงินบ่งบอกสภาวะของตลาดว่ากำลังอยู่ในเกณฑ์บวกหรืออยู่ในความเสี่ยง
Liquidity (สภาพคล่อง) = ตัวบ่งบอกความยากง่ายในการซื้อขายสินทรัพย์ต่าง ๆ
Trend Line = เส้นที่ใช้บอกทิศทางการเคลื่อนที่ของราคาสินทรัพย์จากการวิเคราะห์
Arbitrage = การทำกำไรจากค่า Spread
Asset Allocation = การกระจายหลักทรัพย์การลงทุนหลายกลุ่ม
Averaging = กลยุทธ์การเปิดออเดอร์เพิ่มในปริมาณเท่าเดิมเพื่อถัวเฉลี่ยราคาเปิดกับราคาขายทำกำไร
Chasing the Trade (FOMO) = การไล่ตามราคา เช่น การไล่ซื้อขายตามราคาที่วิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะกลัวพลาดโอกาสที่จะได้ถือสินทรัพย์ไว้ทำกำไร
Hedging = กลยุทธ์จัดการความเสี่ยงในการเทรด
Rebate = เงินที่โบรกเกอร์หรือพาร์ตเนอร์จ่ายคืนกลับมาให้ลูกค้าโดยตรง
Scalping = การเทรดแบบเปิดคำสั่งซื้อขายหลายออเดอร์ เพื่อทำกำไรจากราคาที่วิ่งเพียงเล็กน้อยแต่เน้นปริมาณออเดอร์มาก
บทความนี้รวบรวมคำศัพท์พื้นฐานที่สำคัญสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาและลงทุนในตลาด Forex โดยครอบคลุมคำศัพท์ในหลากหลายหัวข้อ เช่น คำศัพท์พื้นฐานเกี่ยวกับตลาด Forex, คำศัพท์เกี่ยวกับสกุลเงิน, ประเภทของสินทรัพย์, การเปิดและปิดคำสั่งซื้อขาย, การวิเคราะห์ทางเทคนิคและพื้นฐาน, กลยุทธ์การเทรด และอื่นๆ การทำความเข้าใจคำศัพท์เหล่านี้จะช่วยให้เทรดเดอร์สามารถเรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ในการเทรด Forex ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
แหล่งข้อมูล
https://admiralmarkets.sc/th/education/articles/forex-basics/forex-currency-pairs
https://www.infinox.com/fsc/th/ix-intel/know-the-price-bid-and-ask/
https://admiralmarkets.sc/th/education/articles/forex-basics/what-is-leverage
https://www.bravotradeacademy.com/knowledge/fees-and-payments/
https://www.mitrade.com/th/insights/learn/basics/what-is-long-short-position
https://www.binance.th/th/faq/spot-trading/96b448a4c26b467ba53a593afc551145
https://mtrading.com/th/education/articles/forex-basics/trading-glossary-all-basic-terms-th
https://www.infinox.com/fsc/th/ix-intel/forex-wording-for-beginner/
https://mtrading.com/th/education/articles/forex-basics/traders-glossary-forex-th

TrustFinance Research Team
Official TrustFinance research and editorial team, sharing insights, analysis, and best practices to help financial companies and traders build transparency, credibility, and growth.