TrustFinance เป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้และแม่นยำที่คุณสามารถพึ่งพาได้ หากคุณกำลังมองหาข้อมูลธุรกิจการเงิน ที่นี่คือสถานที่สำหรับคุณ แหล่งข้อมูลธุรกิจการเงินครบวงจร ความน่าเชื่อถือคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

Thanakit Sutto
พ.ค. 19, 2025
2 min read
25

ในยุคที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่รายได้แทบจะไม่ขยับตาม หลายคนเริ่มรู้สึกว่า "แค่เก็บเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ก็เหมือนเงินลดมูลค่าไปทุกวัน" นั่นคือผลของ “เงินเฟ้อ” หรือการที่มูลค่าของเงินลดลงเมื่อเทียบกับราคาสินค้าและบริการที่แพงขึ้นเรื่อยๆ
คำถามสำคัญคือ: ถ้าเงินเฟ้อกัดกินกำลังซื้อแบบนี้ แล้วเราควร “ลงทุน” อย่างไรเพื่อรักษาและเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินของเรา?
บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจอย่างเป็นระบบ พร้อม 5 กลยุทธ์ที่สามารถช่วยคุณปรับพอร์ตลงทุนให้ยืดหยุ่นและต้านทานเงินเฟ้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เงินเฟ้อ (Inflation) คือการที่ราคาสินค้าและบริการโดยเฉลี่ยในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมายความว่า “เงินจำนวนเท่าเดิม” จะซื้อของได้น้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป
ตัวอย่างเช่น ถ้าอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 4% ต่อปี เงิน 100 บาทในวันนี้จะมีมูลค่าซื้อสินค้าเหลือเพียงประมาณ 96 บาทในปีหน้า
แม้อัตราเงินเฟ้อระดับต่ำจะเป็นเรื่องปกติในระบบเศรษฐกิจที่ดี แต่เมื่อมันเร่งตัวสูงขึ้นในระยะเวลาสั้น เช่นในช่วงหลังโควิด-19 จนถึงต้นปี 2025 ที่ผ่านมา ก็อาจส่งผลกระทบต่อทุกคน ทั้งผู้บริโภค นักลงทุน และเจ้าของธุรกิจ
หากคุณยังเก็บเงินไว้ในบัญชีเงินฝากธรรมดาที่ดอกเบี้ย 0.5% ต่อปี ในขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 4–6% ต่อปี เงินของคุณก็จะ “เสื่อมค่า” จริงๆ ทุกวัน
การปรับพอร์ตลงทุนให้เหมาะสมจึงเป็นวิธีป้องกันไม่ให้ความมั่งคั่งของคุณหายไปเฉยๆ เพราะอัตราเงินเฟ้อที่กัดกินกำลังซื้อแบบเงียบๆ
1. ลงทุนในสินทรัพย์ที่เติบโตเร็วกว่าเงินเฟ้อ
หุ้นเป็นตัวเลือกอันดับแรก เพราะโดยทั่วไปผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 8–10% ต่อปี สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป แม้จะมีความผันผวน แต่การลงทุนระยะยาวในหุ้นพื้นฐานดีหรือกองทุนหุ้นย่อมมีโอกาสสร้างความมั่งคั่งที่แท้จริง
2. พิจารณา REITs หรืออสังหาริมทรัพย์
อสังหาริมทรัพย์มีความสามารถในการ “ส่งต่อภาระเงินเฟ้อ” ผ่านการปรับค่าเช่า ทำให้รายได้ที่ได้จากการลงทุนสามารถเติบโตตามเงินเฟ้อได้ในระยะยาว
3. จัดสรรพอร์ตให้มี “สินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ” โดยตรง
ทองคำ และสินทรัพย์โภคภัณฑ์ เช่น น้ำมัน เป็นสินทรัพย์ที่มักจะราคาขึ้นเมื่อเงินเฟ้อเร่งตัว เพราะถือเป็นแหล่งเก็บมูลค่าทางเลือกในช่วงที่ค่าเงินอ่อนตัว
4. ปรับสัดส่วนเงินสดให้เหมาะสม ไม่มากเกินไป
การถือเงินสดมากเกินไปในช่วงเงินเฟ้อรุนแรงคือความเสี่ยงที่ไม่คุ้มค่า เงินสดควรมีพอใช้สำหรับภาวะฉุกเฉิน (เช่น 3–6 เดือนของค่าใช้จ่าย) และเงินที่มีแผนใช้ในระยะสั้นเท่านั้น ที่เหลือควรถูก “ส่งไปทำงาน” ผ่านการลงทุน
5. ใช้เทคโนโลยีการลงทุน เช่น Robo-Advisors หรือ DCA อัตโนมัติ
ในยุค 2025 เทคโนโลยีช่วยให้คุณลงทุนได้ง่ายและแม่นยำยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเครื่องมืออย่าง Robo-Advisors ที่ช่วยจัดพอร์ตตามระดับความเสี่ยง และการทำ DCA (ลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุนรายเดือน) ที่ลดผลกระทบจากความผันผวน
หากคุณมีพอร์ตมูลค่า 100,000 บาทในปี 2025 อาจแบ่งแบบเบื้องต้นได้ดังนี้:
เงินเฟ้อไม่ใช่ศัตรูที่เราต้องกลัว แต่เป็นความจริงที่เราต้อง “เข้าใจและปรับตัว” ให้ทัน
ในโลกที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มกลับมาเป็นวาระสำคัญในเศรษฐกิจโลก การปล่อยให้เงินนอนนิ่งในบัญชี คือการยอมให้เงินเสื่อมค่าทุกวัน
กลยุทธ์ทั้ง 5 ข้อในบทความนี้จะช่วยให้คุณมีแนวทางชัดเจนในการต่อกรกับเงินเฟ้อด้วยการลงทุนอย่างมีระบบ ไม่ต้องหวังโชค ไม่ต้องเป็นเซียน แต่ต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้
เพราะการรอให้พร้อม อาจไม่ทันกับต้นทุนชีวิตที่เพิ่มขึ้นทุกวัน
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำด้านการเงิน การลงทุน หรือภาษี ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วน และประเมินความเสี่ยงที่ตนเองสามารถรับได้ก่อนตัดสินใจลงทุน
การลงทุนมีความเสี่ยง ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้การันตีผลตอบแทนในอนาคต หากคุณต้องการคำปรึกษาเฉพาะทาง กรุณาติดต่อผู้เชี่ยวชาญทางการเงินที่ได้รับใบอนุญาต
Source
https://www.setinvestnow.com/th/knowledge/article/552-tsi-5-strategies-for-volatile-markets\
https://www.kasikornbank.com/th/kwealth/Pages/inflation-upside-effect.aspx
https://www.fidelity.com/learning-center/trading-investing/inflation-proof-investments

Thanakit Sutto
Finance content writer with a passion for investing, believes that good knowledge empowers smart decisions.
บทความที่เกี่ยวข้อง