TrustFinance เป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้และแม่นยำที่คุณสามารถพึ่งพาได้ หากคุณกำลังมองหาข้อมูลธุรกิจการเงิน ที่นี่คือสถานที่สำหรับคุณ แหล่งข้อมูลธุรกิจการเงินครบวงจร ความน่าเชื่อถือคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

TrustFinance Research Team
3月 19, 2025
2 min read
208

ทฤษฎี Elliott Wave เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ใช้ในการคาดการณ์แนวโน้มของตลาดการเงิน ทฤษฎีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักเทรดและนักลงทุน เนื่องจากช่วยในการวิเคราะห์แนวโน้มตลาด การกำหนดจุดเข้า-ออกของการเทรด และการจัดการความเสี่ยง ในบทความนี้ เราจะมาอธิบายถึงหลักการพื้นฐาน การนำไปประยุกต์ใช้ รวมถึงข้อดีและข้อจำกัดของทฤษฎี Elliott Wave
ทฤษฎี Elliott Wave คือเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่อธิบายการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดการเงิน โดยระบุว่าราคามักเคลื่อนที่เป็นรูปแบบคลื่น 5 ลูกในทิศทางแนวโน้มหลัก และ 3 ลูกในทิศทางย้อนกลับ ซึ่งเป็นผลมาจากพฤติกรรมและอารมณ์ของนักลงทุนที่มีแนวโน้มจะเกิดซ้ำในรูปแบบที่คาดการณ์ได้
สำหรับทฤษฎีนี้ ได้ถูกคิดค้นโดย Ralph Nelson Elliott นักบัญชีชาวอเมริกันในช่วงทศวรรษที่ 1930 เนื่องจาก Elliott ได้สังเกตเห็นว่าตลาดหุ้นมีการเคลื่อนไหวเป็นรูปแบบที่ซ้ำ ๆ กัน ทำให้ทฤษฎีนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา และถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการวิเคราะห์ตลาดการเงินทั่วโลก
การเคลื่อนไหวของราคาตามทฤษฎี Elliott Wave จะแบ่งการขึ้นลงของราคาเป็น 2 ช่วงหลัก คือ
1. Impulse Wave
คลื่นแบบ Impulse เป็นคลื่นที่เคลื่อนที่ไปในทิศทางหลักของแนวโน้ม ประกอบด้วย 5 คลื่นย่อย โดยแต่ละคลื่นมีความสำคัญในการบ่งบอกพลังของแนวโน้ม
2. Correction Wave
คลื่นแบบ Corrective เป็นคลื่นที่เคลื่อนที่สวนทางกับแนวโน้มหลัก มักประกอบด้วย 3 คลื่นย่อย แสดงถึงการพักตัวของราคาก่อนที่จะเคลื่อนที่ต่อไป
คลื่นแบบ Zigzag เป็นการเคลื่อนที่แบบฟันปลาที่มีความชันสูง มักเกิดขึ้นในช่วงตลาดที่มีแรงขับเคลื่อนแรง ลักษณะเด่นของ Zigzag คือการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วและรุนแรง มักพบในช่วงตลาดขาลงหรือช่วงตลาดที่มีข่าวกระทบรุนแรง เช่น ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ หรือช่วงที่มีการประกาศนโยบายสำคัญ
นักเทรดมักใช้รูปแบบนี้ในการหาจุดกลับตัวของตลาด เพราะหลังจากคลื่นแบบ Zigzag ผ่านพ้นไป มักจะเกิดการกลับตัวที่รุนแรงเช่นกัน
Flat เป็นรูปแบบการเคลื่อนที่ในแนวราบ ที่แสดงถึงความสมดุลระหว่างแรงซื้อและแรงขาย คลื่นทั้งสามมีขนาดใกล้เคียงกันและเคลื่อนที่ในแนวระนาบ มักพบในช่วงที่ตลาดอยู่ในภาวะพักตัวหรือรอปัจจัยใหม่ เช่น ช่วงก่อนการประกาศผลประกอบการบริษัท หรือช่วงก่อนการประชุมธนาคารกลาง นักลงทุนควรระมัดระวังการเทรดในช่วงนี้เพราะทิศทางไม่ชัดเจน แต่สามารถใช้เป็นโอกาสในการสะสมหุ้นระยะยาวได้
รูปแบบ Triangle มีความซับซ้อนมากกว่ารูปแบบอื่น โดยทั่วไปมักพบในช่วงท้ายของการเคลื่อนไหว และมักนำไปสู่การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ อีกทั้งรูปแบบ Triangle ยังมีอยู่หลายประเภท เช่น Symmetrical Triangle, Ascending Triangle และ Descending Triangle ซึ่งแต่ละแบบจะให้สัญญาณที่แตกต่างกัน นักเทรดมืออาชีพมักรอให้ราคาทะลุกรอบสามเหลี่ยมออกไปก่อนจึงเข้าเทรด เพราะจะมีโอกาสสำเร็จสูงกว่า

ทฤษฎี Elliott Wave มีกฎสำคัญ 3 ข้อที่สำคัญมาก ซึ่งกฎเหล่านี้จะช่วยให้นักวิเคราะห์สามารถยืนยันการนับคลื่นได้อย่างถูกต้อง
นักเทรดและนักลงทุนสามารถใช้ทฤษฎี Elliott Wave ได้ในหลายด้าน
การระบุตำแหน่งของคลื่นปัจจุบันช่วยให้นักลงทุนเข้าใจว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงใดของวัฏจักร และสามารถคาดการณ์ทิศทางในอนาคตได้แม่นยำมากขึ้น อีกทั้งการเข้าใจลำดับของคลื่นยังจะช่วยให้สามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จุดสิ้นสุดของแต่ละคลื่นเป็นสัญญาณสำคัญสำหรับการตัดสินใจเข้าหรือออกจากตลาด นักเทรดสามารถใช้การนับคลื่นเพื่อหาจังหวะที่เหมาะสมในการทำกำไร
ทฤษฎีนี้ช่วยในการกำหนดจุด Stop Loss ที่เหมาะสมตามระดับการย่อตัวที่คาดการณ์ไว้ การเข้าใจรูปแบบของคลื่น จะช่วยให้นักลงทุนสามารถจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การมีเทคนิคเพื่อใช้วิเคราะห์ตลาดก่อนการเทรดมีความสำคัญอย่างมาก แต่การเลือกโบรกเกอร์ที่เชื่อถือได้ก็สำคัญไม่แพ้กัน หากอยากรู้ว่าโบรกเกอร์ที่คุณสนใจมีข้อดี ข้อเสียอย่างไร มาอ่านรีวิวโบรกเกอร์จากผู้ใช้จริงได้ที่ Trust Finance ไม่ว่าจะเป็นรีวิวโบรกเกอร์ดังอย่าง FXGT, Exness หรือ FBS และอื่น ๆ ก็มีให้อ่านครบ
***ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน
ข้อมูลอ้างอิง

TrustFinance Research Team
Official TrustFinance research and editorial team, sharing insights, analysis, and best practices to help financial companies and traders build transparency, credibility, and growth.
บทความที่เกี่ยวข้อง