Loading

ใหม่
TH
ชุมชน
TrustFinance ไม่ใช่ที่ปรึกษาทางการเงินที่ได้รับอนุญาต และไม่มีความเกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินใด ๆ ในภูมิภาคของคุณ โปรดศึกษาข้อมูลด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน
TrustFinance
Sep 24, 2026
4 min read
0

เวลาเราพูดถึงการตัดสินใจในตลาดการเงิน หลายคนอาจนึกถึงการวิเคราะห์กราฟ ข่าวเศรษฐกิจ ตัวเลขทางการเงิน หรือปัจจัยต่าง ๆ ที่นำมาใช้ประกอบการตัดสินใจ แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่มีบทบาทไม่น้อยไปกว่าข้อมูลเหล่านี้คือ “ตัวเราเอง” เพราะแม้จะมีข้อมูลอยู่ตรงหน้า การตัดสินใจก็ยังสามารถได้รับอิทธิพลจากอารมณ์ ประสบการณ์เดิม ความมั่นใจ หรือความคิดเห็นของคนรอบข้างได้
นี่จึงเป็นเหตุผลที่แนวคิด Behavioral Finance หรือการเงินเชิงพฤติกรรม ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นศาสตร์ที่นำแนวคิดจากจิตวิทยามาศึกษาร่วมกับเศรษฐศาสตร์และการเงิน เพื่อทำความเข้าใจว่ามนุษย์มีวิธีรับรู้ความเสี่ยง ประเมินข้อมูล และตัดสินใจทางการเงินอย่างไร ดังนั้นในบทความนี้ จะพาผู้อ่านไปทำความเข้าใจว่า Behavioral Finance คืออะไร พร้อมแนะนำ 5 Bias ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจทางการเงิน ได้แก่ Loss Aversion, Overconfidence, Anchoring, Herd Behavior และ Disposition Effect ที่ทำให้เกิดการตัดสินใจพลาดได้
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการเงินเชิงพฤติกรรม ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุนหรือคำแนะนำในการซื้อ ขาย หรือถือสินทรัพย์ใด การซื้อขายผลิตภัณฑ์ที่มีเลเวอเรจมีความเสี่ยงสูง ผู้สนใจควรศึกษาข้อมูลและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
ก่อนที่จะเจาะลึกไปที่อคติแต่ละประเภท เราควรทำความรู้จักกับงานวิจัยที่เป็นรากฐานสำคัญของแนวคิดนี้ นั่นคือ Prospect Theory: An Analysis of Decision under Risk ของ Daniel Kahneman และ Amos Tversky ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1979 งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า การตัดสินใจภายใต้ความเสี่ยงของมนุษย์ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลที่สมบูรณ์แบบเสมอไป แต่มนุษย์มักจะประเมินผลลัพธ์โดยอ้างอิงจากจุดตั้งต้น และให้น้ำหนักกับ "ความสูญเสีย" มากกว่า "ผลกำไร"
โดยการศึกษาด้าน Behavioral Finance พยายามอธิบายรูปแบบพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในตลาดการเงินอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การกลัวขาดทุน การมีความมั่นใจมากเกินไป การยึดติดกับข้อมูลชุดแรก ไปจนถึงการแห่ทำตามคนหมู่มาก
Behavioral Finance หรือการเงินเชิงพฤติกรรม เป็นแนวคิดที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างจิตวิทยา พฤติกรรมมนุษย์ และการตัดสินใจทางการเงิน โดยตั้งคำถามสำคัญว่า หากมนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจด้วยเหตุผลอย่างสมบูรณ์แบบทุกครั้ง พฤติกรรมและอคติทางความคิดต่าง ๆ จะส่งผลต่อการตัดสินใจอย่างไร
โดยแนวคิดนี้มีรากฐานจากงานวิจัยด้านจิตวิทยาการตัดสินใจหลายชิ้น โดยเฉพาะงานของ Tversky และ Kahneman เรื่อง Heuristics and Biases ในปี 1974 และ Prospect Theory ในปี 1979 ซึ่งช่วยอธิบายว่ามนุษย์อาจใช้ทางลัดทางความคิด (Heuristics) เพื่อประเมินสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอน และทางลัดเหล่านี้ในบางสถานการณ์อาจนำไปสู่รูปแบบการตัดสินใจที่เรียกว่า Cognitive Bias หรืออคติทางความคิด ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือ อคติที่ว่านี้ไม่ได้หมายความว่าคน ๆ หนึ่งไม่มีเหตุผล หรือทุกการตัดสินใจที่ได้รับอิทธิพลจากอารมณ์จะต้องผิดเสมอไป แต่หมายถึงรูปแบบของความคิดที่อาจทำให้เราประเมินข้อมูลแตกต่างจากที่คาดไว้ และในตลาดที่ข้อมูลเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการคิดของตัวเองจึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ติดตามตลาด
ดังนั้นมารู้จัก 5 อคติทางความคิดที่ส่งผลต่อการเทรดกันว่ามีอะไรบ้าง และเกิดขึ้นจากอะไร เพื่อให้นักเทรดเข้าใจและรู้เท่าทันตัวเองได้ ดูเพิ่มเติม

หนึ่งในแนวคิดที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดใน Behavioral Finance คือ Loss Aversion หรือแนวโน้มที่คนเราจะให้น้ำหนักกับการสูญเสียมากกว่าผลได้ที่มีขนาดใกล้เคียงกัน แนวคิดนี้เป็นส่วนสำคัญของ Prospect Theory ซึ่งอธิบายว่าผู้คนไม่ได้ประเมินผลลัพธ์ทางการเงินจากจำนวนที่ได้รับหรือเสียไปเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับจุดอ้างอิงและความรู้สึกที่มีต่อผลลัพธ์นั้นด้วย
อธิบายให้เข้าใจคือ หากมีสถานการณ์ที่ทำให้ได้รับเงิน 1,000 บาทหรือเสียเงิน 1,000 บาท แม้จะเป็นจำนวนเงินเท่ากัน แต่ความรู้สึกต่อสองเหตุการณ์อาจไม่ได้มีน้ำหนักเท่ากันสำหรับทุกคน งานศึกษาต่อมาของ Tversky และ Kahneman พบหลักฐานว่าการสูญเสียสามารถมีน้ำหนักทางจิตวิทยามากกว่าผลได้ และมีการประมาณค่าความแตกต่างดังกล่าวไว้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เหตุผลดังกล่าวก็ไม่ได้หมายความว่า “มนุษย์ทุกคนเจ็บจากการขาดทุนเป็น 2 เท่าของกำไร” เสมอ เพราะบางคนอาจรู้สึกมากกว่าหรืออาจไม่ได้รู้สึกอะไรเลยก็ว่าได้
แต่เมื่อกล่าวถึงในบริบทของตลาดการเงิน Loss Aversion อาจทำให้บุคคลรู้สึกไม่สบายใจกับการยอมรับผลลัพธ์ที่ขาดทุน ดังนั้น เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป เราอาจยังให้ความสำคัญกับการหลีกเลี่ยงความรู้สึกสูญเสียมากกว่าการกลับมาพิจารณาข้อมูลทั้งหมดอีกครั้ง
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามบอกว่า Loss Aversion เป็นอคติที่ “แย่ที่สุด” แต่คือการรู้ว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเผชิญกับการสูญเสียอาจเข้ามามีบทบาทในกระบวนการตัดสินใจได้ ดังนั้นสำหรับนักเทรด เรื่องสำคัญคือการบริหารความเสี่ยงด้วยการตั้งจุดตัดขาดทุนหรือ Stop Loss ไว้ล่วงหน้าก่อนเข้าออเดอร์เสมอ เพื่อช่วยลดการตัดสินใจด้วยอารมณ์และความรู้สึกให้ได้มากที่สุด
อีกหนึ่งอคติที่น่าสนใจคือ Overconfidence หรือความมั่นใจในความรู้ ความสามารถ หรือความแม่นยำในการตัดสินใจของตัวเองมากกว่าความเป็นจริง อย่างที่ทราบกันดีว่า ความมั่นใจไม่ได้เป็นเรื่องผิดและการมีความเชื่อมั่นในกระบวนการของตัวเองก็อาจเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อความมั่นใจสูงจนทำให้ประเมินความสามารถหรือความถูกต้องของตัวเองมากเกินไป ก็อาจส่งผลต่อพฤติกรรมได้ โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่ต้องตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน
งานวิจัยของ Brad Barber และ Terrance Odean เป็นหนึ่งในงานที่ได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวาง เมื่อพูดถึงประเด็นนี้ ผ่านการศึกษาข้อมูลการเทรดของนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากและพบความสัมพันธ์ระหว่างการเทรดปริมาณถี่มากขึ้นกับผลตอบแทนที่ต่ำลงในชุดข้อมูลที่ศึกษา ผู้วิจัยเสนอว่า Overconfidence เป็นหนึ่งในคำอธิบายที่เป็นไปได้ของพฤติกรรมการซื้อขายที่มากเกินไปได้ อย่างไรก็ตาม จากงานวิจัยนี้ไม่ได้หมายความว่า “เทรดบ่อยเท่ากับผลลัพธ์ไม่ดีเสมอ” เพราะการตัดสินใจทางการเงินในโลกจริงยังมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องอีกมาก
ดังนั้น สำหรับเทรดเดอร์ การรู้จัก Overconfidence จึงอาจเริ่มต้นจากคำถามง่าย ๆ เช่น “เรามั่นใจเพราะมีข้อมูลสนับสนุนเพียงพอ หรือเพราะการตัดสินใจครั้งก่อนเป็นไปตามที่คาด?” การแยกสองสิ่งนี้ออกจากกันอาจช่วยให้เห็นกระบวนการคิดของตัวเองชัดขึ้น รวมถึงการเริ่มเขียนบันทึกการเทรดอย่าง Trading Journal ที่มีการระบุสาเหตุการตัดสินใจเข้า-ออกออเดอร์ และผลลัพธ์การเทรดที่เปรียบเทียบระหว่างการประเมินและผลลัพธ์จริงอย่างเป็นระเบียบ การเขียนนี้จะช่วยทำให้เห็นชัดเจนว่า ระดับความมั่นใจที่มีนั่นมากเกินไปในการเปิดเทรดแต่ละครั้งและช่วยป้องกันการเกิดภาวพ Overconfidence ในการเทรด
Anchoring คือแนวโน้มที่คนเราจะให้น้ำหนักกับข้อมูลหรือค่าตั้งต้นที่ได้รับมากกว่าที่ควร แม้ว่าข้อมูลนั้นอาจไม่ใช่ข้อมูลที่สำคัญที่สุดสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน แนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานศึกษาด้าน Heuristics and Biases ของ Tversky และ Kahneman โดยในชีวิตประจำวัน Anchor อาจเกิดขึ้นได้จากตัวเลขแรกที่เห็น ราคาเดิม การคาดการณ์ครั้งก่อน หรือข้อมูลบางอย่างที่ได้รับเป็นข้อมูลแรก ๆ
ในตลาดการเงิน Anchor อาจเกิดขึ้นได้จากหลายรูปแบบ เช่น ราคาที่เคยเห็นก่อนหน้า ตัวเลขประมาณการ หรือระดับราคาที่บุคคลเคยใช้เป็นจุดอ้างอิง แต่สิ่งสำคัญคือ Anchoring ไม่ได้หมายความว่าคนเราจะยึดติดกับ “ราคาซื้อ” เพียงอย่างเดียว เพราะ Anchor สามารถเป็นข้อมูลรูปแบบอื่นได้เช่นกัน ลองนึกภาพว่ามีสินทรัพย์หนึ่งที่เราเคยเห็นราคาอยู่ที่ระดับหนึ่งเป็นเวลานาน แม้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่ตัวเลขเดิมก็ยังคงมีอิทธิพลต่อการรับรู้ของเราได้ นี่คือเหตุผลที่การตระหนักถึง Reference Point ของตัวเองจึงเป็นส่วนหนึ่งของการทำความเข้าใจ Anchoring
ดังนั้น ในการเทรดแต่ละครั้ง นักเทรดจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วนและมั่นอัปเดตข้อมูลอยู่สม่ำเสมอ ไม่ยึดติดเพียงข้อมูลแรกที่ได้รับ แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่น ๆ ควบคู่กันไปเพื่อลดการอคติประเภทนี้ลงได้ เช่น การพิจารณามูลค่าปัจจุบันและข้อมูลที่มีผลต่ออนาคตโดยไม่นำราคาที่ซื้อมาเป็นปัจจัยหลักในการพิจารณาตัดสินใจขั้นสุดท้าย
เมื่อมีข้อมูลจำนวนมากไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว คนเรามักมองหาสัญญาณจากคนอื่นเพื่อช่วยประเมินสถานการณ์ และนี่คือจุดที่แนวคิด Herd Behavior หรือพฤติกรรมตามฝูงชนเข้ามาเกี่ยวข้อง กล่าวได้ว่าพฤติกรรมดังกล่าว หมายถึงแนวโน้มที่บุคคลจะปรับพฤติกรรมของตัวเองตามสิ่งที่คนอื่นกำลังทำ โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลของตัวเองมีจำกัดหรือสถานการณ์มีความไม่แน่นอน แนวคิดที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดคือ Informational Cascade ซึ่งได้รับการอธิบายโดย Bikhchandani, Hirshleifer และ Welch ในงานวิจัยปี 1992
ในตลาดการเงิน แนวคิดนี้อาจเห็นภาพได้ง่ายขึ้นเมื่อผู้คนจำนวนมากให้ความสนใจกับสินทรัพย์หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งพร้อมกัน โดยคนที่เข้ามาทีหลังอาจใช้การเคลื่อนไหวของคนก่อนหน้าเป็นหนึ่งในข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างไรก็ตาม การที่คนจำนวนมากทำสิ่งเดียวกันไม่ได้หมายความว่าการตัดสินใจนั้นผิดเสมอไป และ Herd Behavior ก็ไม่หมายถึงการนำไปสู่ฟองสบู่หรือความผันผวนทุกครั้ง เพราะผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับข้อมูล แรงจูงใจ และบริบทของตลาดในแต่ละช่วงเวลา
สิ่งที่น่าสนใจสำหรับเทรดเดอร์จึงไม่ใช่การพยายาม “ไม่ฟังคนอื่นเลย” แต่คือการแยกให้ออกว่า เรากำลังตัดสินใจจากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ หรือกำลังให้น้ำหนักกับสิ่งที่คนส่วนใหญ่กำลังพูดถึง โดยวิธีการที่นักเทรดสามารถลดโอกาสที่จะใช้อคตินี้นำทางคือ การสร้างเงื่อนไขที่ตรวจสอบได้หลายจุด เช่น ข่าว ความคิดเห็นมวลชน แนวโน้มข่าว สัญญาณอินดิเคเตอร์ ทิศทางกราฟ เพื่อให้สามารถแยกพิจารณาจากกระแสข่าวหรือความนิยมในสื่อสังคมออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญคือ Disposition Effect ซึ่งอธิบายแนวโน้มที่บุคคลจะขายสินทรัพย์ที่มีผลลัพธ์เป็นบวกเร็วกว่า และถือสินทรัพย์ที่มีผลลัพธ์เป็นลบนานกว่า โดยนักเทรดชาวไทยบางคนอาจเรียกพฤติกรรมนี้ว่า ทนแดงได้ แต่ทนฟ้าไม่ได้นั่นเอง
แนวคิดนี้ได้รับการศึกษาโดย Shefrin และ Statman ในปี 1985 และต่อมา Odean ได้ศึกษาด้วยข้อมูลการซื้อขายจริงในงาน Are Investors Reluctant to Realize Their Losses? ซึ่งใช้ข้อมูลจากบัญชีของนักลงทุนรายย่อยประมาณ 10,000 บัญชี ผลการศึกษาพบพฤติกรรมที่นักลงทุนมีแนวโน้มรับรู้ผลลัพธ์ที่เป็นบวกมากกว่าผลลัพธ์ที่เป็นลบในชุดข้อมูลที่ศึกษา ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่ใช้ศึกษาปรากฏการณ์ Disposition Effect ว่ามีความเกี่ยวข้องกับ Loss Aversion และ Reference Point แต่ไม่ถือว่าเกิดจาก Loss Aversion เพียงสาเหตุเดียว เพราะงานวิจัยด้านพฤติกรรมการเงินยังมีคำอธิบายและปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องอยู่ด้วย
ในทางปฏิบัติ แนวคิดนี้จึงชวนให้เรากลับมามองว่า เมื่อข้อมูลหรือสถานการณ์เปลี่ยนไป เรากำลังประเมินสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจริง ๆ หรือยังมีความรู้สึกจากผลลัพธ์ก่อนหน้าเข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจอยู่ โดยวิธีการที่จะช่วยลดการเปิดสถานะการณ์นี้ คือ การกำหนดเงื่อนไขการออกจากตลาดไว้ล่วงหน้า (Pre-determined Exit Rule) ซึ่งรวมถึงการกำหนดจุดทำกำไร (Take Profit) และจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ที่ตั้งไว้ตั้งแต่ขั้นตอนก่อนการเปิดเทรด และต้องยึดมั่นไม่ปรับเปลี่ยนจุดเหล่านี้ตามอารมณ์ชั่ววูบ ดูเพิ่มเติม
คำตอบคือ เป็นไปได้ เพราะมนุษย์ไม่ได้มีอคติเพียงหนึ่งรูปแบบในแต่ละสถานการณ์
ลองสมมติว่าบุคคลหนึ่งเห็นราคาหรือข้อมูลบางอย่างเป็นอันดับแรกและใช้สิ่งนั้นเป็นจุดอ้างอิง นั่นอาจเกี่ยวข้องกับ Anchoring จากนั้นเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนและเกิดผลลัพธ์ที่ไม่เป็นไปตามคาด ความรู้สึกไม่อยากยอมรับการสูญเสียอาจเข้ามาเกี่ยวข้องกับ Loss Aversion ขณะเดียวกัน หากเห็นผู้คนจำนวนมากพูดถึงเรื่องเดียวกันบนสื่อสังคมออนไลน์ ก็อาจมี Herd Behavior เข้ามาเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง
ในอีกสถานการณ์หนึ่ง ความมั่นใจว่าตัวเองวิเคราะห์ตลาดได้ถูกต้องอาจเกี่ยวข้องกับ Overconfidence และเมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจเกี่ยวกับสถานะที่มีผลลัพธ์แตกต่างกัน พฤติกรรมดังกล่าวก็อาจเชื่อมโยงกับ Disposition Effect
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Behavioral Finance ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อจัดอันดับว่าอคติไหน “แย่ที่สุด” แต่ช่วยให้เราเข้าใจว่า ในหนึ่งการตัดสินใจอาจมีหลายปัจจัยทางจิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องพร้อมกัน
การกำจัด Cognitive Bias ออกจากการตัดสินใจโดยสิ้นเชิงอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอคติหลายรูปแบบเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคิดตามธรรมชาติของมนุษย์ สิ่งที่สามารถทำได้คือการสร้างกระบวนการที่ช่วยให้เรามีโอกาสหยุด ตรวจสอบ และทบทวนความคิดของตัวเองก่อนตัดสินใจ
วิธีหนึ่งคือการ บันทึกเหตุผลของการตัดสินใจ โดยเฉพาะสิ่งที่คิดไว้ก่อนเกิดเหตุการณ์ และกลับมาทบทวนภายหลัง วิธีนี้ช่วยให้เห็นรูปแบบความคิดของตัวเองได้ชัดขึ้น เช่น เรามักตัดสินใจเร็วเกินไปหรือไม่ เรามักยึดติดกับตัวเลขเดิมหรือไม่ หรือเราเปลี่ยนความคิดเห็นตามกระแสที่เห็นบนสื่อสังคมออนไลน์บ่อยเพียงใด
อีกวิธีหนึ่งคือการ แยกข้อมูลออกจากความรู้สึก ก่อนตัดสินใจ ลองถามตัวเองว่าข้อมูลที่ใช้อ้างอิงมาจากไหน มีอะไรที่ตรวจสอบได้ และมีส่วนใดเป็นเพียงความคาดหวังหรือความคิดเห็นส่วนตัว การตั้งคำถามเหล่านี้ไม่ได้ทำให้การตัดสินใจถูกต้องเสมอไป แต่ช่วยให้เห็นกระบวนการคิดของตัวเองชัดขึ้น
สำหรับผู้ที่ติดตามตลาด การมีเครื่องมือที่ช่วยให้ข้อมูลและการจัดการคำสั่งเป็นระบบก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมในการเทรด เช่น แพลตฟอร์มที่แสดงข้อมูลคำสั่งและสถานะต่าง ๆ อย่างชัดเจน หรือฟังก์ชันที่ช่วยให้ผู้ใช้กำหนดเงื่อนไขของคำสั่งล่วงหน้า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ “กำจัดอคติ” และไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ช่วยให้ผู้ใช้จัดการการตัดสินใจของตัวเองอย่างเป็นระบบมากขึ้น

เมื่อพูดถึงอคติอีกแนวคิดที่มักถูกกล่าวถึงคือ System 1 และ System 2 จากกรอบแนวคิดของ Daniel Kahneman ซึ่งได้รับความนิยมจากหนังสือ Thinking, Fast and Slow
โดยทั่วไป System 1 ใช้อธิบายการคิดที่รวดเร็วและเป็นอัตโนมัติ ขณะที่ System 2 เกี่ยวข้องกับการคิดที่ช้าลงและต้องใช้ความพยายามในการวิเคราะห์มากขึ้น กรอบนี้ช่วยให้เราเห็นภาพว่ามนุษย์สามารถตัดสินใจด้วยกระบวนการคิดที่แตกต่างกันได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีว่า System 1 คือสาเหตุของอคติทั้งหมด หรือ System 2 สามารถกำจัดอคติได้ทุกกรณี เพราะงานวิจัยด้านการตัดสินใจมีรายละเอียดมากกว่าการแบ่งการคิดออกเป็นเพียงสองระบบ
กล่าวคือ เมื่อผู้ใช้งานต้องตกอยู่ภายใต้ความกดดันของเวลา โดยเฉพาะเมื่อเห็นตัวเลขบนหน้าจอมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สมองของมนุษย์มักจะหาทางประหยัดพลังงานด้วยการดึงเอา System 1 มาใช้งานเพื่อตัดสินใจตอบสนองทันที แทนที่จะเปิดระบบ System 2 เพื่อทำการวิเคราะห์อย่างรอบด้าน ส่งผลให้เกิดอคติและการตัดสินใจที่เอนเอียงได้ง่ายขึ้น
ดังนั้น สำหรับเทรดเดอร์ แนวคิดนี้อาจนำไปสู่คำถามง่าย ๆ ว่า “เรากำลังตัดสินใจเพราะข้อมูลที่ผ่านการพิจารณาแล้ว หรือเพราะการตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อสิ่งที่เห็นตรงหน้า?” การหยุดคิดสักเล็กน้อยก่อนตัดสินใจ อาจไม่ได้ทำให้เราถูกต้องทุกครั้ง แต่ช่วยให้เรามองเห็นกระบวนการคิดของตัวเองได้ชัดขึ้น
Behavioral Finance แตกต่างจากการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) อย่างไร?
การวิเคราะห์ทางเทคนิคคือการให้ความสำคัญกับการอ่านและวิเคราะห์สถิติของการเคลื่อนไหวของราคาบนแผนภูมิ ในขณะที่ Behavioral Finance คือกระบวนการเจาะลึกเพื่อทำความเข้าใจในเรื่องจิตวิทยาและพฤติกรรมของบุคคลที่เป็นผู้มีส่วนร่วมในการสร้างการเคลื่อนไหวของราคาเหล่านั้น
อคติข้อใดที่ถือว่าเป็นอันตรายที่สุดสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นศึกษา?
อคติที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ Loss Aversion เนื่องด้วยแนวคิดนี้ อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับ การทนถือสถานะที่ผลลัพธ์กำลังติดลบไว้ยาวนาน จน อาจส่งผลต่อยอดคงเหลือและความเสี่ยงของบัญชีได้
การประยุกต์ใช้ระบบอัตโนมัติสามารถช่วยลดอคติได้หรือไม่?
การประยุกต์ใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีและระบบคำสั่งอัตโนมัติ อาจช่วยลดข้อผิดพลาดบางส่วนที่เกิดจากอคติได้ เนื่องจากเมื่อผู้ใช้งานได้ทำการตั้งค่าระบบและกติกาไว้ล่วงหน้า ระบบคอมพิวเตอร์จะสามารถปฏิบัติตามคำสั่งและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ได้ โดยลดการแทรกแซงจากอารมณ์ความรู้สึกในขณะส่งคำสั่ง ทั้งนี้ การใช้ระบบอัตโนมัติในการเทรดก็ยังจำเป็นที่จะต้องมีมนุษย์เป็นผู้ติดตามและตัดสินใจในสถานการณ์สำคัญ รวมถึงการบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม
เราจะทราบได้อย่างไรว่าตนเองกำลังถูกอคติครอบงำอยู่?
ผู้ใช้งานสามารถหมั่นตรวจสอบและสังเกตตนเองได้จากอาการเชิงประจักษ์ต่างๆ เช่น การมีพฤติกรรมที่ตั้งคำสั่งด้วยความถี่ที่ผิดปกติ การพยายามหลีกเลี่ยงที่จะตั้งค่า Stop Loss อย่างเป็นรูปธรรม การเพิกเฉยต่อความผิดพลาดในอดีต รวมถึงความละเลยในการบันทึกประวัติการตัดสินใจ
การศึกษา Behavioral Finance ทำให้เห็นว่า การตัดสินใจทางการเงินไม่ได้เกิดจากข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับวิธีที่มนุษย์รับรู้ความเสี่ยง ประเมินข้อมูล และตอบสนองต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ซึ่อคติทั้ง 5 ที่ยกมาเป็นเพียงตัวอย่างของ Cognitive Bias ที่นักวิจัยใช้ศึกษาพฤติกรรมการตัดสินใจทางการเงิน และในสถานการณ์จริงอาจมีหลายรูปแบเกิดขึ้นพร้อมกันได้
สำหรับผู้ที่ติดตามตลาด สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามหาว่าอคติไหน “แย่ที่สุด” แต่คือการเรียนรู้ที่จะสังเกตว่า อะไรอาจกำลังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเรา ในขณะเดียวกัน การเลือกใช้แพลตฟอร์มก็ควรพิจารณาจากฟังก์ชัน สภาพแวดล้อมการใช้งาน เครื่องมือที่มี และข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง โดย XM เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่มีสินทรัพย์มากกว่า 1,400 รายการ บัญชีหลายประเภทและบัญชี Demo สำหรับทดลองใช้งานด้วยเงินเสมือน หรือการลงแข่ง XM Competitions แข่งเทรดทดลองเพื่อลุ้นรางวัลเงินจริง รวมถึงมี Negative Balance Protection ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่ายอดเงินคงเหลือในบัญชีจะไม่สามารถติดลบเกินกว่าจำนวนเงินที่ได้ฝากไว้ ทั้งนี้ เป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง
ท้ายที่สุดแล้ว แพลตฟอร์มเป็นเครื่องมือ แต่การตัดสินใจยังเป็นของผู้ใช้ การรู้จักตลาดจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเตรียมตัว และการรู้จักรูปแบบความคิดของตัวเองก็เป็นอีกส่วนที่ไม่ควรมองข้าม ดังนั้น การศึกษาตลาดให้มากขึ้น รู้จักเครื่องมือของตัวเอง และรู้ทันอคติของตัวเองให้ได้มากที่สุด เพราะการตัดสินใจที่ดีไม่ได้เริ่มจากการรู้ว่าตลาดจะไปทางไหน แต่เริ่มจากการเข้าใจกระบวนการคิดของตัวเองก่อน
เปิดบัญชีวันนี้ เพื่อคว้าโอกาสร่วมฉลองความสำเร็จกับบริการที่ได้รับรางวัลจากสถาบันชั้นนำทั่วโลก XM นำเสนอตราสารให้เลือกมากกว่า 1,400 รายการและแพลตฟอร์มการเทรดที่มีฟีเจอร์ครบครัน 10 แพลตฟอร์มทั้งแอปฯ XM สำหรับ iOS และ Android รวมถึงแพลตฟอร์ม MT4 และ MT5 ยอดนิยม เข้าร่วมกับลูกค้า 20 ล้านคนที่ไว้วางใจ XM แพลตฟอร์ม All in One ครบวงจรระดับโลกที่มีการกำกับดูแลจากหลากหลายหน่วยงาน เพลิดเพลินกับการถอนเงินอุ่นใจทันที รับข้อมูลล่าสุดโดยติดตาม XM บน Facebook, Instagram และ TikTok เยี่ยมชมเว็บไซต์ของพวกเขาเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม
บริการของเรามีความเสี่ยงสูงและสามารถส่งผลทำให้เงินลงทุนของคุณเกิดการขาดทุนได้
*เป็นไปตามเงื่อนไขและข้อกำหนด
โปรดทราบว่า แต่ละผลิตภัณฑ์อาจแตกต่างกันไปตามแต่ละหน่วยงานของ XM หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ XM
TrustFinance
TrustFinance helps financial companies build credibility and traders make safer choices through verified profiles, authentic reviews, and research-driven insights.